ปรึกษาทนายจิม
085-939-3392

Line ID: @tanaijim

บทความ

อ่านต่อ
ฟ้องคดีขับไล่ ผู้เช่าผิดสัญา

รู้ก่อนฟ้อง: คดีขับไล่มีกี่แบบ ฟ้องศาลไหน

ฟ้องขับไล่ มีหลายกรณีไม่ว่าจะเป็นฟ้องขับไล่ผู้เช่า หรือบุคคลอื่นที่ไม่มีสิทธิอยู่อาศัยในที่ดินหรือบ้าน เช่น

1.     ขับไล่ เพราะผิดสัญญาเช่า ผู้เช่าไม่ชำระค่าเช่า หรือใช้ทรัพย์ผิดวัตถุประสงค์ หรือทำผิดเงื่อนไขสัญญาข้ออื่น

2.     ขับไล่ เพราะครบกำหนดสัญญาเช่า เมื่อสัญญาเช่ามีกำหนดเวลาสิ้นสุดลงตาม ป.พ.พ.มาตรา 564 โดยไม่ต้องบอกกล่าวก่อน (แต่ถ้าผู้เช่ายังอยู่ต่อโดยผู้ให้เช่าไม่ทักท้วง จะกลายเป็นเช่าไม่มีกำหนดเวลาตามมาตรา 570 ซึ่งต้องบอกเลิกตามมาตรา 566)

3.     ขับไล่ฐานละเมิด กรณีผู้ครอบครองไม่มีสิทธิใดๆ เลย เช่น บุกรุกที่ดิน หรืออยู่ในทรัพย์หลังถูกบอกเลิกสิทธิแล้วไม่ยอมออก

4.     ขับไล่กรณีสิทธิอาศัย/สิทธิเหนือพื้นดิน/สิทธิเก็บกิน เมื่อสิทธิเหล่านี้สิ้นสุดลงตาม ป.พ.พ. แต่ผู้ทรงสิทธิเดิมไม่ยอมออกจากทรัพย์

5.     ขับไล่กรณีอื่นๆ เช่น ขายฝากที่พ้นกำหนดไถ่ถอน, ขับไล่ผู้เช่าช่วงที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย (ซึ่งถือเป็นบริวารของผู้เช่าเดิม), หรือขับไล่หลังการบังคับคดี/ขายทอดตลาด

ไม่ว่าจะเป็นกรณีใด คดีฟ้องขับไล่ ถือเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ เพราะเป็นคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ แม้จะมีการเรียกค่าเสียหาย/ค่าเช่าค้างมาด้วยก็ตาม ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7207/2560 คดีฟ้องขับไล่ไม่ว่าโจทก์จะเรียกค่าเสียหายเป็นค่าเช่าจำนวนเท่าใด ก็ยังถือว่าเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์

ต้องฟ้องต่อศาลใด ??

คดีขับไล่เป็นคดีเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ ฟ้องได้ที่ศาลที่อสังหาริมทรัพย์ตั้งอยู่ หรือศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนา

ข้อสังเกต หากเป็นกรณีฟ้องขับไล่ และเรียกค่าเสียหาย ซึ่งเป็นข้อหาหลักเป็นการขอให้ขับไล่  เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ ต้องยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัด แม้จะเรียกค่าเสียหายไม่เกิน 300,000 บาทก็ตาม 

ฟ้องขับไล่จากผิดสัญญาเช่า ต้องพิจารณาข้อหาอย่างไร

ข้อหาหลัก: ผิดสัญญาเช่า + บอกเลิกสัญญาโดยชอบ หัวใจของคดีนี้คือต้องบอกเลิกสัญญาเช่าโดยชอบด้วยกฎหมายก่อน ถึงจะมีอำนาจฟ้องขับไล่ได้ วิธีบอกเลิกแตกต่างกันตามสาเหตุ

(ก) ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่า ต้องปฏิบัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 560 วรรคสอง คือถ้าค่าเช่าเป็นรายเดือนหรือระยะยาวกว่านั้น ผู้ให้เช่าต้องบอกกล่าวให้ชำระค่าเช่าก่อน ไม่น้อยกว่า 15 วัน เมื่อพ้นกำหนดแล้วยังไม่ชำระ จึงจะมีสิทธิบอกเลิกสัญญา หากข้ามขั้นตอนนี้ไปบอกเลิกสัญญาทันที การบอกเลิกจะไม่ชอบ และยังไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่ ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 544/2528 ที่วางหลักว่าเมื่อจำเลยค้างค่าเช่ารายเดือน โจทก์ต้องบอกกล่าวให้ชำระก่อนตามมาตรา 560 วรรคสอง การที่โจทก์ข้ามขั้นตอนบอกเลิกสัญญาทันทีจึงไม่มีผล สัญญาเช่ายังไม่ระงับ และโจทก์ยังไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่

ข้อยกเว้น: ถ้าในสัญญาระบุไว้ชัดเจนว่าผิดนัดแล้วสัญญาเลิกทันทีหรือให้สิทธิบอกเลิกได้ทันทีโดยไม่ต้องบอกกล่าว ศาลก็ยอมรับให้ใช้ข้อสัญญานั้นได้ เพราะไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน

(ข) ผิดสัญญาข้ออื่น (เช่น ใช้ทรัพย์ผิดวัตถุประสงค์ ต่อเติมโดยไม่ได้รับอนุญาต ให้เช่าช่วงโดยไม่ชอบ) ถ้าสัญญากำหนดให้บอกเลิกได้ทันทีเมื่อผิดข้อสัญญาข้อนั้นๆ ก็บอกเลิกได้ทันทีโดยไม่ต้องรอ 15 วัน

(ค) สัญญาเช่าไม่มีกำหนดเวลา / ครบกำหนดแล้วเช่าต่อโดยปริยาย (มาตรา 570) ต้องบอกเลิกตามมาตรา 566 คือบอกกล่าวล่วงหน้าอย่างน้อย 1 งวดค่าเช่า แต่ไม่เกิน 2 เดือน

ข้อหารอง (ที่มักฟ้องรวมมาด้วย)

·      เรียกค่าเช่าค้างชำระ จนถึงวันบอกเลิกสัญญา

·      เรียกค่าเสียหาย/ค่าขาดประโยชน์ นับแต่วันบอกเลิกสัญญาจนกว่าจำเลยจะขนย้ายออกไปจริง คิดจากอัตราค่าเช่าตามสัญญา หรือถ้าไม่มีสัญญาก็เทียบเคียงจากค่าเช่าทรัพย์สินลักษณะเดียวกันในบริเวณใกล้เคียง

·      ขอให้ขับไล่บริวาร เพื่อให้คำพิพากษาผูกพันไปถึงบุคคลที่อยู่ร่วมหรืออยู่แทนจำเลย ไม่ใช่แค่ตัวจำเลย

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

          มาตรา 560  ถ้าผู้เช่าไม่ชำระค่าเช่า ผู้ให้เช่าจะบอกเลิกสัญญาเสียก็ได้

          แต่ถ้าค่าเช่านั้นจะพึงส่งเป็นรายเดือน หรือส่งเป็นระยะเวลายาวกว่ารายเดือนขึ้นไป ผู้ให้เช่าต้องบอกกล่าวแก่ผู้เช่าก่อนว่าให้ชำระค่าเช่าภายในเวลาใด ซึ่งพึงกำหนดอย่าให้น้อยกว่าสิบห้าวัน

          มาตรา 564  อันสัญญาเช่านั้น ท่านว่าย่อมระงับไปเมื่อสิ้นกำหนดเวลาที่ได้ตกลงกันไว้ มิพักต้องบอกกล่าวก่อน

          มาตรา 566  ถ้ากำหนดเวลาเช่าไม่ปรากฏในความที่ตกลงกันหรือไม่พึงสันนิษฐานได้ไซร้ ท่านว่าคู่สัญญาฝ่ายใดจะบอกเลิกสัญญาเช่าในขณะเมื่อสุดระยะเวลาอันเป็นกำหนดชำระค่าเช่าก็ได้ทุกระยะ แต่ต้องบอกกล่าวแก่อีกฝ่ายหนึ่งให้รู้ตัวก่อนชั่วกำหนดเวลาชำระค่าเช่าระยะหนึ่งเป็นอย่างน้อย แต่ไม่จำต้องบอกกล่าวล่วงหน้ากว่าสองเดือน

          มาตรา 570  ในเมื่อสิ้นกำหนดเวลาเช่าซึ่งได้ตกลงกันไว้นั้นถ้าผู้เช่ายังคงครองทรัพย์สินอยู่ และผู้ให้เช่ารู้ความนั้นแล้วไม่ทักท้วงไซร้ ท่านให้ถือว่าคู่สัญญาเป็นอันได้ทำสัญญาใหม่ต่อไปไม่มีกำหนดเวลา

          มาตรา 1336  ภายในบังคับแห่งกฎหมาย เจ้าของทรัพย์สินมีสิทธิใช้สอยและจำหน่ายทรัพย์สินของตนและได้ซึ่งดอกผลแห่งทรัพย์สินนั้น กับทั้งมีสิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ และมีสิทธิขัดขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินนั้นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย

 

หากท่านใดต้องการสอบถามเพิ่มเติม สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมทางไลน์ @tanaijim ได้เลยครับ

อ่านต่อ
หนังสือบอกกล่าวทวงถาม (Notice) คืออะไร ??

หนังสือบอกกล่าวทวงถาม (Notice) คืออะไรและมีความสำคัญอย่างไร ?

หลายๆ ท่านคงยังไม่เคยได้รับหนังสือบอกกล่าวทวงถามหรือที่คนทั่วไปเรียกกันจนติดปากว่า “โนติส” มาก่อนในชีวิต หรืออาจจะมีบางท่านเคยได้รับหนังสือบอกกล่าวกันมาบ้างแล้ว แต่ไม่รู้ว่ามีความสำคัญอย่างไร มีกระบวนการทางกฎหมายใดแอบแฝงอยู่ในหนังสือดังกล่าวหรือไม่ ?

หนังสือบอกกล่าวทวงถาม คือ เอกสารที่เจ้าหนี้หรือบุคคลผู้ที่จะใช้สิทธิทางกฎหมายส่งไปถึงลูกหนี้ หรือคู่กรณีเพื่อแจ้งว่า

มีนิติสัมพันธ์ (สัญญา/หนี้) ระหว่างกันอย่างไร

อีกฝ่ายผิดนัด ผิดสัญญา หรือกระทำการใดที่เป็นปัญหาอย่างไร

ต้องการให้อีกฝ่ายทำอะไร ภายในเวลาเท่าใด

หากไม่ปฏิบัติตาม จะดำเนินการทางกฎหมายต่อไป

การส่งหนังสือบอกกล่าวจึงเปรียบเสมือนการให้โอกาสครั้งสุดท้าย ของลูกหนี้หรือคู่กรณี ก่อนที่เจ้าหนี้หรือผู้ใช้สิทธิทางกฎหมายจะนำคดีขึ้นสู่ศาล

หนังสือบอกกล่าวทวงถามต้องส่งให้อีกฝ่ายหนึ่งทุกครั้งก่อนฟ้องคดีหรือไม่ ?

ไม่จำเป็นเสมอไปครับ หลักการทั่วไปคือ การฟ้องคดีไม่จำเป็นต้องมีหนังสือบอกกล่าวก่อน เว้นแต่กรณีที่กฎหมายกำหนดไว้โดยเฉพาะว่าต้องบอกกล่าวก่อนจึงจะฟ้องได้ เช่น การฟ้องผู้ค้ำประกัน หรือกรณีหนี้ที่ไม่มีกำหนดเวลาชำระไว้ตามวันแห่งปฏิทิน แต่ในทางปฏิบัติ ทนายความมักแนะนำให้ส่งหนังสือบอกกล่าวทวงถามก่อนฟ้องเสมอ เนื่องจากมีประโยชน์มากมาย เช่น 

- ทำให้เจรจาจบกันได้โดยทำให้ทั้งสองฝ่ายไม่จำเป็นต้องขึ้นสู่ศาล

- แจ้งให้อีกฝ่ายรู้ว่าตนมีหน้าที่อะไร เช่น ต้องชำระหนี้เท่าไหร่ มีเบี้ยปรับหรือไม่ และมีดอกเบี้ยยังไง

- แจ้งให้อีกฝ่ายรับรู้ถึงความเสียหายที่เกิดขึ้น

- เป็นมูลฐานความผิดโกงเจ้าหนี้ (ในกรณีลูกหนี้ได้ดำเนินการโอนย้ายถ่ายเททรัพย์สินเพื่อให้เจ้าหนี้ไม่ได้รับชำระหนี้)

 

หากท่านใดต้องการสอบถามเพิ่มเติม หรือต้องการให้ทนายจัดทำหนังสือบอกกล่าวทวงถาม สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ Line ID : @tanaijim ได้เลยครับ

อ่านต่อ
มีแค่สำเนาสัญญาเช่า สามารถฟ้องคดีได้หรือไม่

สัญญาเช่ามีแค่สำเนา ต้นฉบับสูญหายสามารถบอกเลิกสัญญาเช่า เรียกค่าเช่าที่ค้างและค่าเสียหายจากการผิดสัญญาเช่าและฟ้องขับไล่ได้หรือไม่ ??

          ในการฟ้องคดีขับไล่ผู้เช่าและเรียกค่าเช่าที่ค้างชำระจากการผิดสัญญาเช่า ปัญหาที่ทนายความและคู่ความมักเจอคือ ต้นฉบับสัญญาเช่าสูญหายเหลือเพียงสำเนา คำถามที่ตามมาคือ ยังสามารถฟ้องคดีได้หรือไม่ และเมื่อนำสำเนามาสืบในชั้นพิจารณาศาลจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้มากน้อยเพียงใด

          หลักทั่วไป การอ้างเอกสารเป็นพยานหลักฐานให้ยอมรับฟังได้เฉพาะต้นฉบับเอกสารเท่านั้นแต่ก็มีข้อยกเว้น อยู่ในมาตรา 92, 125 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ที่จะสามารถนำสำเนามาสืบแทนต้นฉบับได้

          การไม่มีต้นฉบับเอกสารไม่ใช่เหตุที่ทำให้ฟ้องคดีไม่ได้ เพราะการฟ้องคดีเป็นเรื่องของการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงและสิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย ส่วนเรื่องเอกสารหลักฐานเป็นเรื่องของการนำสืบในชั้นพิจารณา ดังนั้นแม้ต้นฉบับสัญญาเช่าสูญหาย โจทก์ก็ยังฟ้องคดีขับไล่และเรียกค่าเช่าที่ค้างได้ตามปกติ เพียงแต่ต้องเตรียมการเรื่องการนำสืบด้วยสำเนาให้รัดกุม

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติว่า

          มาตรา 1336  ภายในบังคับแห่งกฎหมาย เจ้าของทรัพย์สินมีสิทธิใช้สอยและจำหน่ายทรัพย์สินของตนและได้ซึ่งดอกผลแห่งทรัพย์สินนั้น กับทั้งมีสิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ และมีสิทธิขัดขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินนั้นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งบัญญัติว่า

          มาตรา 93  การอ้างเอกสารเป็นพยานหลักฐานให้ยอมรับฟังได้เฉพาะต้นฉบับเอกสารเท่านั้น เว้นแต่

          (1) เมื่อคู่ความที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายตกลงกันว่าสำเนาเอกสารนั้นถูกต้องแล้วให้ศาลยอมรับฟังสำเนาเช่นว่านั้นเป็นพยานหลักฐาน

          (2) ถ้าต้นฉบับเอกสารนำมาไม่ได้ เพราะถูกทำลายโดยเหตุสุดวิสัย หรือสูญหาย หรือไม่สามารถนำมาได้โดยประการอื่น อันมิใช่เกิดจากพฤติการณ์ที่ผู้อ้างต้องรับผิดชอบ หรือเมื่อศาลเห็นว่าเป็นกรณีจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่จะต้องสืบสำเนาเอกสารหรือพยานบุคคลแทนต้นฉบับเอกสารที่นำมาไม่ได้นั้น ศาลจะอนุญาตให้นำสำเนาหรือพยานบุคคลมาสืบก็ได้

          (3) ต้นฉบับเอกสารที่อยู่ในความอารักขาหรือในความควบคุมของทางราชการนั้นจะนำมาแสดงได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากทางราชการที่เกี่ยวข้องเสียก่อน อนึ่ง สำเนาเอกสารซึ่งผู้มีอำนาจหน้าที่ได้รับรองว่าถูกต้องแล้ว ให้ถือว่าเป็นอันเพียงพอในการที่จะนำมาแสดง เว้นแต่ศาลจะได้กำหนดเป็นอย่างอื่น

          (4) เมื่อคู่ความฝ่ายที่ถูกคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งอ้างอิงเอกสารมาเป็นพยานหลักฐานยันตนมิได้คัดค้านการนำเอกสารนั้นมาสืบตามมาตรา 125 ให้ศาลรับฟังสำเนาเอกสารเช่นว่านั้นเป็นพยานหลักฐานได้ แต่ทั้งนี้ไม่ตัดอำนาจศาลตามมาตรา 125 วรรคสาม

          มาตรา 125  คู่ความฝ่ายที่ถูกอีกฝ่ายหนึ่งอ้างอิงเอกสารมาเป็นพยานหลักฐานยันตนอาจคัดค้านการนำเอกสารนั้นมาสืบโดยเหตุที่ว่าไม่มีต้นฉบับหรือต้นฉบับนั้นปลอมทั้งฉบับหรือบางส่วน หรือสำเนานั้นไม่ถูกต้องกับต้นฉบับ โดยคัดค้านต่อศาลก่อนการสืบพยานเอกสารนั้นเสร็จ

          ถ้าคู่ความซึ่งประสงค์จะคัดค้านมีเหตุผลอันสมควรที่ไม่อาจทราบได้ก่อนการสืบพยานเอกสารนั้นเสร็จว่าต้นฉบับเอกสารนั้นไม่มี หรือเอกสารนั้นปลอม หรือสำเนาไม่ถูกต้อง คู่ความนั้นอาจยื่นคำร้องขออนุญาตคัดค้านการอ้างเอกสารมาสืบดังกล่าวข้างต้นต่อศาล ไม่ว่าเวลาใดก่อนศาลพิพากษา ถ้าศาลเห็นว่าคู่ความนั้นไม่อาจยกข้อคัดค้านได้ก่อนนั้น และคำขอนั้นมีเหตุผลฟังได้ ก็ให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตตามคำขอ

          ถ้าคู่ความซึ่งประสงค์จะคัดค้านไม่คัดค้านการอ้างเอกสารเสียก่อนการสืบพยานเอกสารนั้นเสร็จ หรือศาลไม่อนุญาตให้คัดค้านภายหลังนั้น ห้ามมิให้คู่ความนั้นคัดค้านการมีอยู่ และความแท้จริงของเอกสารนั้น หรือความถูกต้องแห่งสำเนาเอกสารนั้น แต่ทั้งนี้ ไม่ตัดอำนาจของศาลในอันที่จะไต่สวนและชี้ขาดในเรื่องการมีอยู่ ความแท้จริง หรือความถูกต้องเช่นว่านั้น ในเมื่อศาลเห็นสมควร และไม่ตัดสิทธิของคู่ความนั้นที่จะอ้างว่าสัญญาหรือหนี้ที่ระบุไว้ในเอกสารนั้นไม่สมบูรณ์หรือคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตีความหมายผิด

คำพิพากษาฎีกาที่ 847/2568  ศาลรับฟังสำเนาได้เมื่อจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม

คำพิพากษาฎีกาที่ 5375/2561  ไม่คัดค้านตามมาตรา 125 ป.วิ.พ. ถือว่ายอมรับสำเนา

คำพิพากษาฎีกาที่ 5037/2565  ป.รัษฎากร มาตรา 118 ไม่ได้ระบุให้ปิดอากรแสตมป์ที่สำเนาเอกสาร

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม แอดไลน์ @tanaijim ได้เลยครับ

อ่านต่อ
การฟ้องเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่ของนิติบุคคลอาคารชุด

ช่วงนี้มีลูกความสอบถามเข้ามาเกี่ยวกับการฟ้องเพิกถอนมติที่ประชุมนิติบุคคลอาคารชุดกันหลายเคส

โดยปกติต้องฟ้องเพิกถอนมติที่ประชุม ภายใน 1 เดือนนับตั้งแต่วันที่ลงมติ
แต่จะมีกรณียกเว้น เช่น การประชุมและการลงคะแนนตามมติที่ประชุมจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย รายงานการประชุมใหญ่เป็นเท็จ ดังคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4469/2566

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้เข้าร่วมประชุมนิติบุคคลอาคารชุด ส. จัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2559 และวันที่ 14 พฤษภาคม 2559 โดยเจ้าของร่วมจำนวนมากที่มอบฉันทะให้ผู้อื่นเข้าร่วมประชุมออกเสียงลงคะแนนแทนโดยใบมอบฉันทะมิได้ปิดอากรแสตมป์ ผู้รับมอบฉันทะจึงไม่มีสิทธิเข้าร่วมประชุมและออกเสียงแทนได้ นอกจากนี้ลายมือชื่อเจ้าของร่วมที่เข้าร่วมประชุมทั้งสองครั้งตามบัญชีรายชื่อนั้นไม่ปรากฏรายละเอียดว่าเกี่ยวข้องกับการประชุมอย่างไรจึงไม่สามารถใช้จดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินได้ การประชุมและการลงคะแนนตามมติที่ประชุมจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย รายงานการประชุมใหญ่เป็นเท็จ ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการประชุมใหญ่ทั้งสองครั้ง และให้เพิกถอนรายงานการประชุมทั้งสองฉบับ ตามคำร้องดังกล่าวเท่ากับผู้ร้องกล่าวอ้างว่าการประชุมใหญ่สามัญดังกล่าวมีผู้มาประชุมซึ่งมีเสียงลงคะแนนรวมกันน้อยกว่าหนึ่งในสี่ของจำนวนเสียงลงคะแนนทั้งหมดตามพ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 43 แต่พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ. 2522 ไม่มีบทบัญญัติถึงการดำเนินการเกี่ยวกับการประชุมที่ฝ่าฝืนนั้นแต่อย่างใด จึงต้องวินิจฉัยอาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 4 ซึ่งตามคำร้องของผู้ร้องเป็นการกล่าวอ้างว่า การลงมติของคณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดมีเจ้าของร่วมร่วมประชุมไม่ครบองค์ประชุม ไม่มีลักษณะเป็นการประชุมกันจริง เช่นนี้ การประชุมดังกล่าวถือไม่ได้ว่าเป็นการประชุมใหญ่สามัญของเจ้าของร่วมซึ่งเป็นเจ้าของห้องชุดในวันที่ 30 เมษายน 2559 และวันที่ 14 พฤษภาคม 2559 แต่ต้องถือว่าการประชุมใหญ่สามัญของนิติบุคคลอาคารชุดมิได้เกิดขึ้นจริงและไม่มีการประชุมกันจริง คงมีเพียงการลงมติซึ่งนำไปใช้อ้างต่อนายทะเบียนเพื่อใช้ในการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงอันเป็นการมิชอบด้วยกฎหมาย การที่ผู้ร้องขอให้เพิกถอนมติดังกล่าวจึงมิใช่การร้องขอให้เพิกถอนมติของที่ประชุมใหญ่ที่ผิดระเบียบตาม ป.พ.พ. มาตรา 1195 ที่ต้องขอให้เพิกถอนภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันลงมติ เมื่อวินิจฉัยว่า กรณีไม่ใช่เป็นการยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมตามมาตรา 1195 การที่บุคคลใดจะต้องใช้สิทธิทางศาลโดยยื่นคำร้องขอฝ่ายเดียวเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 และมาตรา 188 (1) จะต้องมีกฎหมายบัญญัติรับรองให้ใช้สิทธิทางศาลโดยยื่นคำร้องขอในกรณีนั้น ๆ ได้ แต่กรณีตามคำร้องของผู้ร้องไม่มีกฎหมายใดสนับสนุนรับรองให้ผู้ร้องกระทำเช่นนั้นได้ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องเป็นคดีนี้ หากผู้ร้องถูกโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ประการใด ผู้ร้องชอบที่จะเสนอคดีต่อศาลส่วนแพ่งที่มีเขตอำนาจได้โดยเป็นโจทก์ยื่นฟ้องอย่างคดีมีข้อพิพาทตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7

อ่านต่อ
ทนายความยื่นคำร้องขอจดชื่อห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทที่สิ้นสภาพนิติบุคคลคืนเข้าสู่ทะเบียน

ทางแก้เมื่อห้างหุ้นส่วน/บริษัท ถูกขีดชื่อออกจากทะเบียน สิ้นสภาพนิติบุคคล

เมื่อ ห้างหุ้นส่วน/บริษัท ไม่ยื่นงบการเงินต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ติดต่อกันเกิน 3 ปี หรือไม่ได้ทำการค้าขายหรือประกอบการงานแล้ว 
นายทะเบียนจะมีหนังสือสอบถามว่ายังทำการค้าขายหรือประกอบการงานอยู่หรือไม่ หากไม่ได้รับคำตอบ นายทะเบียนจะขีดชื่อ ห้างหุ้นส่วน/บริษัท นั้นออกจากทะเบียน 

มีผลให้ : ห้างหุ้นส่วน/บริษัท นั้น สิ้นสภาพนิติบุคคลตั้งแต่เมื่อนายทะเบียนขีดชื่อห้างหุ้นส่วน/บริษัท ออกจากทะเบียน
แต่ !!! ความรับผิดของหุ้นส่วนผู้จัดการ ผู้เป็นหุ้นส่วน กรรมการ ผู้จัดการ และผู้ถือหุ้น มีอยู่เท่าไร ก็ยังคงมีอยู่อย่างนั้นและบังคับได้เสมือนห้างหุ้นส่วน/บริษัท ยังไม่สิ้นสภาพนิติบุคคล (ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1273/3)

แนวทางแก้ไข : เมื่อห้างหุ้นส่วน/บริษัท ถูกขีดชื่อออกจากทะเบียน
ห้างหุ้นส่วน ผู้เป็นหุ้นส่วน บริษัท ผู้ถือหุ้น หรือเจ้าหนี้ของห้างหุ้นส่วน/บริษัท สามารถยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ศาลสั่งให้จดชื่อห้างหุ้นส่วน/บริษัท กลับคืนเข้าสู่ทะเบียนได้ (ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1273/4) โดยพิจารณาเงื่อนไข ดังนี้
1. ผู้ที่มีสิทธิยื่นคำร้อง 
       - ห้างหุ้นส่วน
       - ผู้เป็นหุ้นส่วน
       - บริษัท
       - ผู้ถือหุ้น
       - เจ้าหนี้
2. ผู้ที่มีสิทธิตามข้อ 1. รู้สึกว่าต้องเสียหายโดยไม่เป็นธรรมจากการที่ ห้างหุ้นส่วน/บริษัท ถูกขีดชื่อออกจากทะเบียนนิติบุคคล
3. ต้องแสดงเหตุผลต่อศาลว่า
       - ขณะที่ขีดชื่อ ห้างหุ้นส่วน/บริษัท ออกจากทะเบียน ห้างหุ้นส่วน/บริษัท ยังทำการค้าขายหรือยังประกอบการงานอยู่   หรือ
       - ศาลเห็นเป็นการยุติธรรมในการที่จะให้ห้างหุ้นส่วน/บริษัท กลับคืนสู่ทะเบียน เช่น กรณีที่ห้างหุ้นส่วน/บริษัท ยังมีทรัพย์สินที่ยังไม่ได้จัดการให้เรียบร้อย หรือมีหนี้สินที่ยังค้างชำระแก่เจ้าหนี้อยู่ เป็นต้น

เมื่อศาลมีคำสั่งให้จดชื่อห้างหุ้นส่วน/บริษัท กลับคืนเข้าสู่ทะเบียนแล้ว
มีผลให้ : ถือเสมือนว่า ห้างหุ้นส่วน/บริษัท นั้นยังคงอยู่ตลอดมาเสมือนมิได้มีการขีดชื่อออกเลย
ทั้งนี้ ศาลอาจสั่งหรือวางข้อกำหนดไว้ ตามที่เห็นเป็นยุติธรรม เพื่อให้ ห้างหุ้นส่วน/บริษัท และบรรดาบุคคลอื่นๆ กลับคืนสู่ฐานะอันใกล้ที่สุดกับฐานะเดิมเสมือนห้างหุ้นส่วน/บริษัท นั้นไม่ได้ถูกขีดชื่อออกจากทะเบียนเลย

คำเตือน !!! แต่ทั้งนี้ ในการยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งให้จดชื่อห้างหุ้นส่วน/บริษัท กลับคืนเข้าสู่ทะเบียน ต้องยื่นภายใน 10 ปี นับแต่วันที่นายทะเบียนขีดชื่อห้างหุ้นส่วน/บริษัท นั้นออกจากทะเบียน

  

 

อ่านต่อ
หน้าที่ของทนายในการตรวจความถูกต้องของพินัยกรรม ก่อนยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

เรื่องพินัยกรรม คดีขอเป็นผู้จัดการมรดกมีทั้งกรณีที่มีพินัยกรรมและไม่มีพินัยกรรม หากมีพินัยกรรมต้องตรวจสอบให้ดีว่าพินัยกรรมสมบูรณ์หรือไม่ พินัยกรรมข้อใดไม่สมบูรณ์หรือเป็นโมฆะทั้งฉบับ หลักๆ ก็จะพิจารณาในเรื่องเนื้อหาของพินัยกรรม พยานและคู่สมรสของผู้เขียนหรือพยาน หลักในการพิจารณา เช่น การลงชื่อรับรองลายพิมพ์นิ้วมือของเจ้ามรดก ไม่ถือว่าลงชื่อในฐานะพยาน จึงมีสิทธิได้รับมรดก หรือ ผู้ที่มีชื่อรับทรัพย์มรดกตามพินัยกรรม นั่งในที่ทำพินัยกรรมโดยบอกว่าตนเองเป็นพยาน แต่ไม่ได้ลงชื่อเป็นพยานในพินัยกรรม พินัยกรรมไม่ตกเป็นโมฆะ จึงมีสิทธิรับทรัพย์ตามพินัยกรรม หรือพยานในพินัยกรรมเป็นนิติบุคคล แต่ตัวผู้แทนนิติบุคคลลงชื่อเป็นพยานก็ไม่ทำให้พินัยกรรมตกเป็นโมฆะเพราะไม่ถือว่าเป็นบุคคลเดียวกัน ส่วนความสามารถของผู้ทำพินัยกรรมนั้นให้พิจารณาแต่ในเวลาที่ทำพินัยกรรมเท่านั้น

กรณีคนไร้ความสามารถทำพินัยกรรม พินัยกรรมตกเป็นโมฆะ กรณีคนวิกลจริต ทำพินัยกรรมขณะจริตวิกล พินัยกรรมจะเสียเปล่า หากคนเสมือนไร้ความสามารถทำพินัยกรรม สามารถทำได้ พินัยกรรมสมบูรณ์ไม่มีกฎหมายห้าม 

#รับยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก #รับยื่นคำคัดค้านคดีมรดก #ทนายคดีมรดก #รับดำเนินการแบ่งทรัพย์มรดก

อ่านต่อ
ไม่มีสัญญากู้ยืมเงิน ทนายความสามารถฟ้องคดีได้หรือไม่

ลูกหนี้ยืมเงินไปแล้วไม่คืน ต้องทำอย่างไร ??

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 บัญญัติไว้ว่า การกู้ยืมเงินกว่าสองพันบาทขึ้นไปนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่ง ลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ จะฟ้องร้องบังคับคดีหาได้ไม่

ลูกหนี้ยืมเงินไปแล้วไม่จ่ายหนี้ ตามคอนเซ็ป ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย
เจ้าหนี้สามารถนำหลักฐานสัญญากู้ยืมเงิน หรือหลักฐานแชทที่แสดงข้อความว่ามีการกู้ยืมเงินกัน และมียอดเงินกู้ชัดเจน

แล้วถ้าไม่มี สัญญากู้หรือหลักฐานแชทจะทำอย่างไร ???
สามารถให้เขาเซ็นหนังสือรับสภาพหนี้หรือสัญญากู้ยืมเงินย้อนหลังได้ครับ 

แล้วนำหลักฐานดังกล่าวติดต่อทนายความเพื่อฟ้องคดี