ปรึกษาทนายจิม
085-939-3392

Line ID: @tanaijim

คำพิพากษา

อ่านต่อ
โจทก์รับโอนสิทธิเรียกร้อง ปล่อยให้ดอกเบี้ยสูงเกินกว่าต้นเงิน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 610/2567  พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 12

    ธนาคาร เจ้าหนี้เดิมกัโจทก์ซึ่งรับโอนสิทธิเรียกร้องมาในปี 2557 คงทอดเวลาให้เนิ่นช้ากว่าจะนำคดีมาฟ้องเป็นเวลาถึงห้าปีเศษจนเป็นเหตุให้ภาระหนี้ในส่วนดอกเบี้ยที่จำเลยทั้งสองต้องรับผิดสูงเกินไปกว่าต้นเงินที่ค้างชำระ มิได้แสดงให้เห็นว่าเจ้าหนี้เดิมและโจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจใช้สิทธิเรียกร้องต่อูกหนี้โดยคำนึงถึงความเสียหายของจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้บริโภค นับเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริตและไม่คำนึงถึงมาตราฐานทางการค้าที่เหมาะสมภายใต้ระบบธุรกิจที่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 12 การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่กำหนดให้โจทก์ได้รับดอกเบี้ยทั้งอัตราปกติและอัตราผิดนัดของหนี้ต้นเงินภายหลังจากวันฟ้อง เป็นการพิพากษาตามสมควรแก่รูปคดีแล้ว

อ่านต่อ
ผู้เสียหายจอดรถยนต์ โดยวางกุญแจรถไว้ที่เบาะข้างคนขับและไม่ล็อกประตู ผู้รับประกันภัยต้องรับผิดหรือไม่

คำพิพากษาฏีกาที่ 282/67
     จุดจอดรถยนต์ที่เอาประกันภัยอยู่ใกล้ร้านขายแบตเตอรี่ และจุดที่โจทก์ติดต่อขอซื้อแบตเตอรรี่กับเจ้าของร้าน การติดต่อขอซื้อแบตเตอรี่ใช้เวลาประมาณ 6 นาที เป็นเวลากลางวันทั้งไม่มีสิ่งใดปิดบังจุดที่จอดรถยนต์ซึ่งอยู่หน้าร้านค้าหรืออาคารที่พักอาศัยของบุคคลอื่นและเยื้องกับร้านขายแบตเตอรรี่เล็กน้อย การจอดรถยนต์ของโจทก์ในลักษณะวางกุญแจไว้ที่เบาะข้างคนขับด้านหน้าโดยไม่ได้ล็อกประตู ก็ยังอยู่ในวิสัยที่โจทก์สามารถดูแลรักษารถยนต์ของโจทก์ได้ มิใช่การละทิ้งการครอบครองชั่วคราว รถยนต์ยังอยู่ในความครอบครองของโจทก์ แม้พอถือได้ว่าโจทก์มีส่วนประมาทเลินเล่ออยู่บ้างแต่ก็ยังถือไม่ได้ว่าเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ไม่เข้าข้อยกเว้นความรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 879 และข้อตกลงตามกรมธรรม์ประกันภัยที่จะมำให้จำเลยซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยหลุดพ้นจากความรับผิด จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 879

คำพิพากษาฎีกา เนติบัณฑิตยสภา

อ่านต่อ
คดีเช่าซื้อ : ทรัพย์ที่เช่าซื้อสุญหายมิใช้ความผิดผู้เช่าซื้อ

คำพิพากษาฎีกาที่ 6865/2560

ตามสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย  จ.5 ข้อ 5 วรรคสอง ระบุว่า  “ในกรณีที่รถสูญหาย...ให้ถือว่าสัญญานี้สิ้นสุดลง  โดยหากเป็นความผิดของผู้เช่า และ/หรือเนื่องจากการที่ผู้เช่าได้ปฏิบัติผิดข้อตกลงใด ๆ  เกี่ยวกับการใช้รถตามที่ระบุในข้อ 4 และ/หรือผู้เช่าปฏิบัติผิดสัญญาเกี่ยวกับการทำประกันภัยตามที่ระบุในข้อ  7 วรรคแรก  ทำให้เจ้าของไม่อาจได้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ ผู้เช่าจะต้องรับผิดชำระค่าเสียหายไม่น้อยกว่าจำนวนหนี้คงค้างชำระตามสัญญานี้  แต่หากเป็นกรณีอื่น  ผู้เช่าต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย ตลอดจนค่าใช้จ่ายอื่นใดให้แก่เจ้าของจนครบถ้วนตามที่เจ้าของได้ใช้จ่ายไปจริงตามความจำเป็นและมีเหตุผลอันสมควร”  ซึ่งข้อสัญญาที่ว่า  “...ผู้เช่าปฏิบัติผิดสัญญาเกี่ยวกับการทำประกันภัยตามที่ระบุในข้อ 7 วรรคแรก ทำให้เจ้าของไม่อาจได้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ ผู้เช่าจะต้องรับผิดชำระค่าเสียหายไม่น้อยกว่าจำนวนหนี้คงค้างชำระตามสัญญานี้...  ทั้งดูที่การที่รถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายไปมิใช่ความผิดของผู้เช่าซื้อเป็นการขัดต่อประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา  เรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ.2543  ข้อ 4 (4) ที่ระบุว่า ข้อ  4  ข้อสัญญาที่ผู้ประกอบธุรกิจทำกับผู้บริโภคต้องไม่ใช้ข้อสัญญาที่มีลักษณะหรือมีความหมายทำนองเดียวกันดังต่อไปนี้  (4) ข้อสัญญาที่กำหนดให้ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดชำระค่าเช่าซื้อให้ครบถ้วนตามสัญญาในกรณีรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ที่เช่าซื้อสูญหาย  ถูกทำลาย ถูกยึด  ถูกอายัด  หรือถูกริบ โดยมิใช่ความผิดของผู้เช่าซื้อ เว้นแต่ค่าเสียหายหรือเบี้ยปรับหรือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการทวงถาม การติดตามรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ที่เช่าซื้อ  ค่าทนายความ หรือค่าอื่นใด เพียงเท่าที่ผู้ให้เช่าซื้อได้ใช้จ่ายไปจริงตามความจำเป็นและมีเหตุผลอันสมควร  ซึ่งเป็นประกาศที่ใช้บังคับในขณะทำสัญญาเช่าซื้อ  เอกสารหมาย จ.5 ข้อสัญญาดังกล่าวจึงไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย ผู้ให้เช่าซื้อคงมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายหรือเบี้ยปรับ หรือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการทวงถามการติดตามรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ที่เช่าซื้อ  ค่าทนายความ หรือค่าอื่นใด เพียงเท่าที่ผู้ให้เช่าซื้อได้ใช้จ่ายไปจริงตามความจำเป็นและมีเหตุผลอันสมควรเท่านั้น  ซึ่งโจทก์จะเสียหายอย่างไร  เพียงใด ย่อมขึ้นอยู่กับว่าความสูญหายของรถยนต์ที่เช่าซื้อเกิดจากความผิดของจำเลย และทางพิจารณาได้ความว่าโจทก์เสียหายอันเนื่องมาจากความผิดของจำเลยเพียงใดประกอบกันด้วย  เมื่อพิจารณาถึงรถยนต์ที่เช่าซื้อมีราคาเงินสดอยู่ที่ 642,056.07 บาท  โดยจำเลยได้ชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์แล้วถึง  40 งวด  เป็นเงิน 373,296.40 บาท เมื่อพิจารณารวมกับผลประโยชน์ตอบแทนที่โจทก์ควรจะได้รับเป็นดอกเบี้ยซึ่งโจทก์ไม่นำสืบว่าเสียหายเป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียไปเพียงใด เห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้เป็นเงิน  75,000 บาท 

 

อ้างอิงมาจาก : https://www.supremecourt.or.th/

อ่านต่อ
คดีเช่าซื้อ : ผู้เช่าซื้อไม่ต้องรับผิดในค่าขาดราคา

กรณีผู้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อไม่ต้องรับผิดในค่าขาดราคา

คำพิพากษาฎีกาที่ 1203/2565

ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ขณะที่จำเลยนำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปคืนโจทก์เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2561 จำเลยได้ชำระค่าเช่าซื้องวดที่ 10 ประจำวันที่ 20 ตุลาคม 2561 แล้ว โดยจำเลยชำระล่วงหน้าตั้งแต่วันที่ 10 กันยายน 2561 และโจทก์รับรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยประพฤติผิดสัญญาข้อใดหรือมีหนี้ที่ต้องชำระตามสัญญาเช่าซื้อแก่โจทก์แต่อย่างใด กรณีจึงไม่อาจถือว่าจำเลยใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 12 ซึ่งจำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าขาดราคาตามสัญญาข้อ 13 ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัย  เนื่องจากการแสดงเจตนาคืนรถอันจะถือว่าเป็นการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อของผู้เช่าซื้อนั้น  ตามสัญญาเช่าซื้อข้อ 12 ระบุว่า “ผู้เช่าซื้อจะบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อในเวลาใด ๆ  เสียก็ได้ โดยผู้เช่าซื้อจะต้องคืนและส่งมอบรถยนต์...และชำระเงินทั้งปวงที่ถึงกำหนดชำระหรือเป็นหนี้ตามสัญญานี้อยู่ในเวลานั้นทันที...”  ดังนั้น ต้องปรากฏว่าจำเลยยังคงมีหนี้หรือเงินที่ต้องชำระตามสัญญาเช่าซื้ออยู่ในขณะที่ส่งมอบรถคืนโจทก์  แต่เมื่อจำเลยไม่มีเงินหรือหนี้ที่ต้องชำระตามสัญญาเช่าซื้อ กรณีดังกล่าวจึงถือว่าจำเลยใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาแล้วด้วยการส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 573 สัญญาเช่าซื้อรถยนต์ระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นอันเลิกกันนับแต่วันที่จำเลยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ เมื่อสัญญาเลิกกันโดยจำเลยไม่ได้ประพฤติผิดสัญญาและไม่มีหนี้ที่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามมาตรา  573 ดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดราคาค่าเช่าซื้อตามสัญญาจากจำเลย และแม้จำเลยได้ตกลงที่จะรับผิดในบรรดาหนี้ค้างชำระที่เกิดขึ้นจากการบอกเลิกสัญญาให้แก่โจทก์ตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 13 ตามหนังสือแสดงเจตนาคืนรถของจำเลยเอกสารหมาย จ.8 แผ่นที่ 1 ดังที่โจทก์แก้ฎีกาก็ตาม แต่เอกสารดังกล่าวมิใช่สัญญาเช่าซื้อ เป็นเพียงหลักฐานการส่งมอบทรัพย์ที่เช่าซื้อคืนและจำเลยซึ่งเป็นผู้เช่าซื้อรับรองต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าซื้อว่าหากโจทก์นำรถยนต์ที่เช่าซื้อออกขายได้เงินไม่เพียงพอชำระหนี้คงค้างตามสัญญา  จำเลยจะยอมรับผิดชดใช้ส่วนที่ขาดแก่โจทก์  ซึ่งเอกสารดังกล่าวหามีผลให้จำเลยต้องรับผิดค่าขาดราคาตามที่ระบุไว้ในเอกสารไม่ เพราะกรณีเป็นการรับสภาพหนี้สินว่ามีอยู่ทั้งที่ไม่มี เนื่องจากโจทก์และจำเลยไม่มีมูลหนี้ค่าขาดราคาต่อกันแล้ว  จึงไม่มีผลบังคับแก่กันได้ 

 

อ้างอิงมาจาก : https://www.supremecourt.or.th/

อ่านต่อ
คดีเช่าซื้อ : ผู้ให้เช่าซื้อเรียกค่าขาดราคารถยนต์ได้

ผู้เช่าซื้อแสดงเจตนาส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนเพื่อเลิกสัญญา  แต่ผู้ให้เช่าซื้อยังคงอิดเอื้อน สงวนสิทธิเรียกค่าเสียหายตามสัญญา จะถือว่าผู้ให้เช่าซื้อสมัครใจเลิกสัญญาโดยปริยายหรือไม่ และผู้เช่าซื้อต้องรับผิดค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดราคาได้หรือไม่ ??


คำพิพากษาฎีกาที่ 6177/2564 

แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังเป็นยุติว่า ภายหลังจำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่เป็นเวลาเกินกว่าสามงวดติดต่อกัน โจทก์จะยังมิได้มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามกับบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลย และจำเลยเป็นฝ่ายแสดงเจตนาส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์เพื่อเลิกสัญญา  โดยสัญญาเช่าซื้อ มิได้มีข้อตกลงใดให้สิทธิจำเลยผู้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญาด้วยการส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงดังกล่าวยังไม่เพียงพอถือเป็นหลักเกณฑ์หรือข้อสรุปว่า  สัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้ว  เพราะเหตุคู่สัญญาสมัครใจเลิกสัญญากันโดยปริยาย ความสมัครใจเลิกสัญญากันโดยปริยายของคู่สัญญายังต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพฤติการณ์ของโจทก์ในเวลารับมอบรถยนต์คืนด้วยว่าในขณะนั้นโจทก์ยินยอมพร้อมใจเลิกสัญญากับจำเลยโดยปริยาย ไม่ยึดถือปฏิบัติตามข้อสัญญารวมทั้งไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายตามสัญญาต่อจำเลยอีกแล้วหรือไม่ หากได้ความดังนั้นจึงจะถือว่าโจทก์สมัครใจเลิกสัญญากับจำเลยโดยปริยาย แต่หากได้ความในทางตรงกันข้ามว่าโจทก์ยังคงอิดเอื้อนโต้แย้งในการส่งมอบรถยนต์คืนของจำเลย หรือโจทก์เพียงรับมอบรถยนต์ไว้ด้วยความจำใจอย่างเสียไม่ได้เพราะต้องการป้องกันมิให้เกิดความเสียหายจากการผิดสัญญาของจำเลยยิ่งขึ้นไปอีก โดยโจทก์ยังคงสงวนสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายตามสัญญาอันเป็นผลจากการประพฤติผิดสัญญาของจำเลยในเวลารับมอบรถยนต์ไว้ด้วยจะถือว่าโจทก์สมัครใจเลิกสัญญาโดยปริยายกับจำเลยย่อมมิได้  ในเรื่องนี้ข้อเท็จจริงได้ความจากหนังสือแสดงเจตนาส่งมอบทรัพย์สินคืน  ย่อหน้าสุดท้ายที่มีข้อความระบุว่า “...ในนามของบริษัท ก. ได้รับทรัพย์สินที่เช่าซื้อดังกล่าวแล้วในวันนี้และขอสงวนสิทธิเรียกร้องค่าเสียหาย ค่าสินไหมทดแทนอันจะพึงมีตามสัญญาเช่าซื้อไว้ด้วยจนกว่าจะได้รับการชำระหนี้จากผู้เช่าซื้อและผู้ค้ำประกันครบถ้วน ข้อความที่ปรากฏในหนังสือดังกล่าวเป็นข้อชี้ถึงท่าทีของโจทก์ว่า  ในเวลาที่โจทก์รับมอบรถยนต์คืนจากจำเลย  โจทก์มิได้ยินยอมรับไว้โดยดุษณี  โจทก์ยังอิดเอื้อน โต้แย้งและสงวนสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันพึงเกิดมีขึ้นจากการประพฤติผิดสัญญาและการเลิกสัญญาด้วยการส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนของจำเลยให้เป็นที่ประจักษ์แล้ว การแสดงเจตนาสงวนสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายของโจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ในเวลารับมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนจากจำเลยเช่นนี้นอกจากจะมิใช่การรับสภาพหนี้ของลูกหนี้ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒  แผนกคดีผู้บริโภค  วินิจฉัยแล้ว ยังเป็นพฤติการณ์อันแสดงให้เห็นว่าโจทก์มิได้สมัครใจเลิกสัญญากับจำเลยโดยปริยาย การที่โจทก์รับมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนจากจำเลยถือได้ว่าสัญญาเช่าซื้อสิ้นสุดลง โจทก์จึงชอบที่จะเรียกร้องให้จำเลยรับผิดชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดราคารถยนต์ตามข้อตกลงในสัญญาและตามสิทธิแห่งตนที่ได้อิดเอื้อนสงวนสิทธิไว้เช่นนั้นได้

 

อ้างอิง มาจาก https://www.supremecourt.or.th/

อ่านต่อ
คดีบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด สินเชื่อส่วนบุคคล

ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับการต่อสู้คดี กรณีคดีขาดอายุความ

  • สินเชื่อส่วนบุคคล กรณีกำหนดจำนวนเงินชำระขั้นต่ำ

คำพิพากษาฎีกาที่ 2922/2561

ตามสัญญาสินเชื่อเงินสดกำหนดให้จำเลยชำระเพียงจำนวนเงินขั้นต่ำที่ต้องชำระ แม้โจทก์จะนำไปหักชำระเป็นต้นเงินและดอกเบี้ยบางส่วนก็ตาม แต่หากจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามสัญญาและภายในกำหนด จำเลยต้องชำระเบี้ยปรับและค่าธรรมเนียมการใช้วงเงิน อันเป็นข้อตกลงว่า จำเลยอาจชำระหนี้ในอัตราขึ้นสูงเพียงใดก็ได้และสัญญามิได้กำหนดให้จำเลยต้องผ่อนชำระทุนคืนเป็นเวลากี่งวด ตามสัญญาสินเชื่อเงินสดจึงไม่มีลักษณะผ่อนทุนคืนเป็นงวดๆ ตามปพพ.มาตรา 193/33 (2) ซึ่งมีอายุความห้าปี แต่มีอายุความสิบปีตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ 

 

  • สินเชื่อส่วนบุคคล กรณีผ่อนทุนคืนเป็นงวดๆ

คำพิพากษาฎีกาที่ 2847/2562

ตามหนังสือรับสภาพหนี้ ตารางกำหนดชำระหนี้และหนังสือสัญญาค้ำประกัน โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงกันกำหนดชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยเป็นงวด ๆ รวม 103 งวด ดังนี้จึงถือได้ว่า  โจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้ตกลงชำระหนี้เพื่อผ่อนทุนคืนเป็นงวด ๆ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (2) สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในหนี้ดังกล่าวจึงมีอายุความ 5 ปี นับแต่วันผิดนัด จำเลยที่ 1 ผิดนัดงวดที่ 32 ซึ่งจะต้องชำระในวันที่ 1 มีนําคม 2553 โจทก์มีสิทธิที่จะฟ้องเรียกเงินต้นและดอกเบี้ยได้ทันทีตํามหนังสือรับสภาพหนี้ โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้คืนทั้งหมดตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 2553 เป็นต้นไป อายุความจึงเริ่มต้นตั้งแต่วันดังกล่าว ซึ่งจะครบกำหนดอายุความ 5 ปี ในวันที่ 2 มีนาคม 2558 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2558 เกินกว่า 5 ปี นับแต่วันที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงไม่ต้องรับผิดด้วย

 

  • หนี้บัตรเครดิต รูดชำระค่าสินค้าและบริการ

คำพิพากษาฎีกาที่ 8051/2551

การที่โจทก์นำเงินฝากในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของจำเลยมาชำระหนี้ หลังจากสัญญาบัตรเครดิตและข้อตกลงในสัญญาได้สิ้นสุดลงแล้วจึงเป็นการกระทำของโจทก์เอง หาใช่ลูกหนี้รับสภาพหนี้ต่อเจ้าหนี้โดยชำระหนี้ให้เจ้าหนี้บางส่วนไม่ กรณีย่อมไม่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (1) โจทก์ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์จึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจในการรับทำการงานต่างๆ เรียกเอาเงินที่ได้ทดรองไป สิทธิเรียกร้องของโจทก์มีอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (7) โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2544 พ้นกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่โจทก์อาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องของโจทก์ได้ ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5484/2553

จำเลยเป็นสมาชิกบัตรเครดิตของโจทก์ ยอมผูกพันตามเงื่อนไขของผู้ถือบัตรตกลงให้โจทก์ทดรองจ่ายเงินอันเนื่องจากจำเลยใช้บัตรเครดิตไปชำระค่าสินค้า ค่าบริการหรือเบิกเงินสดล่วงหน้า โดยจำเลยยอมชำระคืนให้โจทก์ในภายหลัง อันเป็นการประกอบธุรกิจรับทำการงานต่างๆ แก่สมาชิก เมื่อโจทก์ชำระเงินแก่เจ้าหนี้แล้วโจทก์จะเรียกเก็บเงินจากสมาชิกในภายหลัง จึงเป็นกรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจในการรับทำการงานต่าง ๆ เรียกเอาเงินที่ได้ออกทดรองไปตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (7) การฟ้องเรียกเงินทดรองของโจทก์จึงมีอายุความ 2 ปี เมื่อโจทก์มีหนังสือถึงจำเลยขอยกเลิกการเป็นสมาชิกบัตรเครดิตตั้งแต่วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2547 พร้อมทั้งให้จำเลยชำระหนี้ที่เกิดจากการใช้บัตรเครดิต โจทก์ย่อมบังคับสิทธิเรียกร้องของตนได้นับแต่วันดังกล่าว ซึ่งจะครบกำหนดอายุความในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2549 แต่โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2550 หลังครบกำหนดอายุความแล้วคดีจึงขาดอายุความ และการรับสภาพหนี้ด้วยการชำระหนี้บางส่วนที่จะทำให้อายุความสะดุดหยุดลงต้องกระทำก่อนที่จะขาดอายุความ เมื่อจำเลยชำระหนี้บางส่วนเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2550 ภายหลังจากขาดอายุความแล้ว จึงไม่เป็นการรับสภาพหนี้อันจะทำให้อายุคาวามสะดุดหยุดลง การชำระหนี้ภายหลังขาดอายุความแล้วเพียงแต่ทำให้ลูกหนี้เรียกคืนไม่ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/28