ปรึกษาทนายจิม
085-939-3392

Line ID: @tanaijim

คำพิพากษา

อ่านต่อ
พกพาปืนที่มีใบอนุญาตให้มีไว้ครอบครอง แต่ไม่มีใบอนุญาตพกพา ศาลมีคำสั่งริบปืนดังกล่าวได้หรือไม่ ??

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7438/2568

โจทก์ เป็นพนักงานอัยการจังหวัดทองผาภูมิ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4, 5, 6, 7, 11, 69, 73, 74 ทวิ, 74 จัตวา พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 4, 5, 6, 14, 26/4, 26/5, 31, 35 พระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ. 2545 มาตรา 3, 4, 17 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบของกลางที่เจ้าพนักงานเก็บรักษาไว้ ให้จำเลยกับพวกร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่กรมป่าไม้ 44,695 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2565 อันเป็นวันทำละเมิดบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นและจ่ายเงินสินบนนำจับตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ และให้การในคดีส่วนแพ่งว่าไม่ประสงค์ยื่นคำให้การและรับข้อเท็จจริงในส่วนค่าเสียหายตามฟ้อง

ประเด็นข้อพิพาท คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายของจำเลยว่า การริบอาวุธปืนของกลาง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 32 และพระราชบัญญัติอาวุธปืน มาตรา 72ทวิ ของศาลล่างทั้งสองชอบหรือไม่

หลักกฎหมาย หลักทั่วไปเมื่อทรัพย์ใดเป็นทรัพย์สินที่มีไว้เพื่อใช้ในกระทำความผิดศาลมีอำนาจสั่งริบได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32,​ 33 (1) แต่ก็มีข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 ยกเว้นกรรมสิทธิ์ของผู้อื่น หากทรัพย์สินนั้นเป็นของบุคคลอื่นที่ มิได้รู้เห็นเป็นใจ ด้วยในการกระทำความผิด ศาลจะไม่สามารถสั่งริบทรัพย์สินนั้นได้

สรุป ในคดีนี้จำเลยมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครอง โดยไม่ได้รับใบอนุญาตและพกพาอาวุธปืนดังกล่าวติดตัวไปโดยไม่ได้รับใบอนุญาต นอกจากนั้นยังได้พกพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เมื่อการกระทำดังกล่าวของจำเลยเป็นความผิดเฉพาะตัว อาวุธปืนดังกล่าวจึงไม่ใช่ทรัพย์สินที่มีไว้เป็นความผิดอันจะริบเสียทั้งสิ้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 นอกจากนั้นแม้ความผิดฐานพกพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 72 ทวิ แต่กฎหมายดังกล่าวก็มิได้บัญญัติให้อำนาจศาลสั่งริบอาวุธปืนที่พกพาไปโดยผิดกฎหมายได้ ดังนั้น ศาลจึงไม่มีอำนาจริบอาวุธปืนของกลาง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ริบอาวุธปืนของกลางมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

อ่านต่อ
ผู้เสียหายแถลงว่าไม่ติดใจดำเนินคดีส่วนแพ่งจำเลย สำหรับคดีอาญาขอให้อยู่ในดุลพินิจศาล สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปหรือไม่

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3681/2568
คำแถลงของผู้เสียหายต่อศาลชั้นต้นว่า “ไม่ติดใจดำเนินคดี ส่วนแพ่งกับจำเลย สำหรับคดีส่วนอาญาขอให้อยู่ในดุลพินิจของศาล” เป็นเพียงข้อตกลงไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยในทางแพ่ง ส่วนที่ผู้เสียหาย แถลงว่า “สำหรับคดีส่วนอาญาขอให้อยู่ในดุลพินิจของศาล” เป็นการแถลงขอให้ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำเลยตามที่เห็นสมควร มิใช่เป็นการยอมความกัน สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมไม่ระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2)

อ่านต่อ
ผู้เสียหายที่ 1 เป็นเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ยินยอมให้จำเลยเข้าไปในบ้านเพื่อสนองความใคร่ ผิดข้อหาพรากเด็กไม่เกิน 15 ปี เพื่อการอนาจารหรือไม่

คำพิพากษาฎีกาที่ 2055/2568
จำเลยไปที่หน้าบ้านของผู้เสียหายที่ 1 แล้วพิมพ์ข้อความแจ้ง ผู้เสียหายที่ 1 เปิดประตูแล้วจำเลยเข้าไปในบ้านกระทำชำเราผู้เสียหาย ที่ 1 ในห้องนอนโดยความยินยอมของผู้เสียหายที่ 1 โดยจำเลยมิได้ พาหรือนำตัวผู้เสียหายที่ 1 ไปที่อื่น อันเป็นองค์ประกอบความผิดฐาน พรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล การกระทำและเจตนาของจำเลยไม่เป็นความผิดตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคหนึ่งและวรรคสาม

อ่านต่อ
คดีก่อนจำเลยต้องโทษคดีลักทรัพย์นายจ้าง จำเลยได้กระทำความผิดซ้ำภายใน 5 ปี ศาลจะเพิ่มโทษในคดีนี้ได้ ต้องถือเอาวันที่ออกเช็คหรือวันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1744/2568
ความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการ ใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 (1), (3) เกิดขึ้นเมื่อธนาคารตามเช็คพิพาทปฏิเสธการจ่ายเงิน มิใช่วันที่เขียนเช็ค ซึ่งยังไม่ถือว่าเป็นวันออกเช็ค และความผิดยังไม่เกิดขึ้น จำเลยต้องโทษจำคุกคดีก่อนฐานลักทรัพย์นายจ้างซึ่งคดีถึงที่สุดเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2564 และพ้นโทษเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2565 จำเลยกลับมากระทำความผิดคดีนี้ตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2565 ซึ่งเป็นวันที่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินและ ต้องคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุก เข้าเงื่อนไขที่จำเลยได้กระทำความผิดใดๆ ขึ้นอีกภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษคดีก่อน ศาลเพิ่มโทษจำเลยในคดีนี้ได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 โดยไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากจำเลย

อ่านต่อ
จำเลยได้เงินไปจากโจทก์เป็นหลายครั้งหลายหนเกินกว่าที่หลอกลวงครั้งแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวมหรือหลายกรรมต่างกัน

คำพิพากษาฎีกาที่ 940/2568

จำเลยหลอกลวงโจทก์ด้วยการชักชวนให้โจทก์ร่วมลงทุนทำธุรกิจกับจำเลย แม้จำเลยได้เงินไปจากโจทก์เป็นระยะหลายครั้งหลายหนก็เพราะหลอกลวงโจทก์ให้ร่วมลงทุนทำธุรกิจกับจำเลยเช่นเดียวกัน การกระทำของจำเลยเป็นความผิดต่อเนื่องโดยมีความมุ่งหมายอย่างเดียวกัน คือ หลอกลวงให้โจทก์ร่วมลงทุนเพื่อให้จำเลยได้เงินไปจากโจทก์ ไม่ว่าจำเลยจะได้รับเงินไปหลายครั้งหลายหนและเป็นจำนวนเกินกว่าที่หลอกลวงครั้งแรก การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวมิใช่หลายกรรมต่างกัน

อ่านต่อ
โจทก์จำเลยมีโทสะกัน โจทก์ออกจากบ้านจำเลยไปประมาณ 30 นาที แล้วจำเลยถือมีดไปฟันโจทก์ที่บ้านโจทก์ การกระทำของจำเลยเป็นการไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่

คำพิพากษาฎีกาที่ 800/2568
ข้อหา ฆ่าผู้อื่น เหตุฉกรรจ์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289

คืนเกิดเหตุจำเลยมีโทสะกับโจทก์ร่วมขณะโจทก์ร่วมไปเอาไก่ชนคืนจากจำเลย แต่โจทก์ร่วมได้ออกจากบริเวณบ้านของจำเลยไปแล้ว เหตุการณ์ที่จำเลยผิดใจกับโจทก์ร่วมน่าจะขาดตอนแล้ว ทั้งนับแต่เวลาที่จำเลยผิดใจกับโจทก์ร่วมและโจทก์ร่วมได้ออกจากบ้านของจำเลยผ่านพ้นไปประมาณ 30 นาที ก่อนเกิดเหตุ นับว่าเป็นระยะเวลานานพอสมควรและเพียงพอที่จำเลยจะมีสติและระงับอารมณ์หรือโทสะของตนให้กลับมามีสติสัมปชัญญะได้แล้ว จำเลยออกจากบ้านของตนและ ถือมีดพร้าติดมือตามไปพบโจทก์ร่วมที่บ้านเกิดเหตุแล้วเดินตรงเข้าไปหาโจทก์ร่วมใช้มีดพร้าที่ถืออยู่เป็นอาวุธฟันศีรษะโจทก์ร่วมอย่างแรงทันทีหลายครั้ง แสดงว่าจำเลยตระเตรียมอาวุธมีดพร้ามาจากบ้านโดยตั้งใจจะไปทำร้ายโจทก์ร่วมตั้งแต่ออกจากบ้าน การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

อ่านต่อ
ศาลพิพากษายกฟ้องในวันไต่สวนมูลฟ้อง โดยไม่ทำการไต่สวนมูลฟ้อง ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ทนายความโจทก์จะยื่นคำร้องขอให้ไต่สวนมูลฟ้องใหม่ได้หรือไม่

คำพิพากษาฎีกาที่ 228/2568
คำพิพากษาฏีกา ประจำพุทธศักราช 2568 ตอนที่ 4
จัดพิมพ์โดยเนติบัณฑิตยสภา

คดีที่ราษฎรเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นจะพิพากษายกฟ้องโดยไม่นัดไต่สวนมูลฟ้อง หรือนัดไต่สวนมูลฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้องโดยไม่ไต่สวนมูลฟ้อง หรือไต่สวนมูลฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้องก็ได้ เพราะเป็นดุลพินิจในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีให้เสร็จสิ้นโดยเร็วและชอบด้วยกฎหมาย เมื่ือศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยชี้ขาดได้ และมีคำสั่งให้งดการไต่สวนมูลฟ้องแล้วนัดฟังคำสั่งหรือคำพิพากษา ย่อมมีอำนาจกระทำโดยชอบด้วยกฎหมาย

โจทก์ฎีกาว่า
-คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอให้ไต่สวนมูลฟ้องใหม่ของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ?
-การที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้องโดยอ้างว่าฟ้องโจทก์เป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ?

หากโจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นย่อมมีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาต่อไปได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 และมาตรา 216 เมื่อโจทก์ใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์ และต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น หากโจทก์ไม่เห็นด้วยก็ควรจะใช้สิทธิยื่นฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 และมาตรา 221 แต่โจทก์กลับไม่ดำเนินการ

การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องใหม่หลังจากคดีถึงที่สุดแล้ว จึงไม่เป็นการปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมาย ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อ่านต่อ
ร่วมกันยักยอกโฉนดที่ดินแอบเอาไปเป็นประกันเงินกู้กับนายทุนนอกระบบ
คดีนี้เป็นทนายโจทก์ฟ้องคดีจำเลยทั้งสอง ข้อหาร่วมกันยักยอกโฉนดที่ดินแอบเอาไปเป็นประกันเงินกู้กับนายทุนนอกระบบ
 
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352
ผู้ใดครอบครองทรัพย์ซึ่งเป็นของผู้อื่น หรือซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย เบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต ผู้นั้นกระทำความผิดฐานยักยอก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
 
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 809/2568
การที่จำเลยได้รับสลากกินแบ่งรัฐบาลจากโจทก์ร่วมไปครอบครองแล้วจำเลยกลับเอาสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไป เมื่อโจทก์ร่วมทวงถามก็ไม่ยอมคืนให้แก่โจทก์ร่วมโดยปราศจากเหตุผลอันจะอ้างตามกฎหมายได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการครอบครองสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมแล้วเบียดบังเอาเป็นของตนเองหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต จึงเป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์ ตาม ป.อ. มาตรา 352 วรรคหนึ่ง