ปรึกษาทนายจิม
085-939-3392

Line ID: @tanaijim

คำพิพากษา

อ่านต่อ
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เป็นสินสมรสหรือไม่ ??

เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานบริษัท ก. ของโจทก์ นั้น ได้ความว่า โจทก์สมัครเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและยังคงเป็นสมาชิกอยู่จนถึงปัจจุบัน โดยการเป็นสมาชิกดังกล่าวโจทก์ส่งเงินสะสมจากเงินเดือนของโจทก์ และโจทก์ยังได้รับเงินสมทบจากนายจ้างรวมทั้งผลประโยชน์ของเงินดังกล่าวในแต่ละเดือน ซึ่งไม่ใช่ความคาดหวังหรือความคาดหมายจะได้ทรัพย์สิน แต่เป็นสิทธิของโจทก์ที่มีอยู่แล้ว เมื่อสิทธิดังกล่าวมีอยู่ระหว่างที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ยังคงเป็นสามีภริยากันอยู่ จึงเป็นสินสมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474 (1) จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งจากสินสมรสดังกล่าวเมื่อโจทก์สิ้นสมาชิกภาพกองทุนสำรองเลี้ยงชีพดังกล่าวกึ่งหนึ่งแต่จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งสินสมรสดังกล่าวมีผลย้อนหลังไปนับแต่วันจดทะเบียนสมรสจนถึงวันฟ้องหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1532 (ข) และ 1533 ส่วนเงินสะสม เงินสมทบ และผลโยชน์ของเงินดังกล่าวที่เกิดขึ้นหลังวันฟ้อง จำเลยที่ 1 จะมีสิทธิขอแบ่งหรือไม่ อย่างไร เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ต้องไปว่ากล่าวเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

เงินกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ของจำเลยที่ 1 นั้น ได้ความว่า จำเลยที่ 1 เป็นข้าราชการและเป็นสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ โดยการเป็นสมาชิกดังกล่าวจำเลยที่ 1 ส่งเงินสะสมจากเงินเดือนของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ยังได้รับเงินสมทบ รวมทั้งผลประโยชน์ของเงินดังกล่าวในแต่ละเดือน ซึ่งไม่ใช่ความคาดหวังหรือความคาดหมายจะได้ทรัพย์สิน แต่เป็นสิทธิของจำเลยที่ 1 ที่มีอยู่แล้ว เมื่อสิทธิดังกล่าวมีอยู่ระหว่างที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ยังคงเป็นสามีภริยากันอยู่ จึงเป็นสินสมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474 (1) ส่วนเงินอื่นที่จำเลยที่ 1 จะพึ่งได้รับก็ต่อเมื่อพ้นจากสมาชิกภาพของกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการดังกล่าว ดังนั้น ในขณะฟ้องหย่าสิทธิที่จะได้รับเงินดังกล่าวยังไม่เกิดขึ้นและไม่แน่นอนว่าจำเลยที่ 1 จะมีสิทธิได้รับหรือไม่ อย่างไร จึงยังฟังไม่ได้ว่าเป็นสินสมรส โจทก์จึงมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งจากเงินในส่วนเงินสะสม เงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินดังกล่าวที่เป็นสินสมรสดังกล่าวกึ่งหนึ่งมีผลย้อนหลังไปนับแต่วันจดทะเบียนสมรสเป็นต้นไปจนถึงวันฟ้องหย่า ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1532 (ข) และ 1533 ส่วนเงินอื่นที่เกิดขึ้นหลังวันฟ้อง โจทก์จะมีสิทธิขอแบ่งหรือไม่อย่างไร เป็นเรื่องที่โจทก์ต้องไปว่ากล่าวเป็นอีกส่วนหนึ่ง

เงินบำนาญของจำเลยที่ 1 นั้น จำเลยที่ 1 ได้รับเมื่อเกษียณอายุราชการ เป็นการได้รับมาภายหลังจากฟ้องคดีนี้แล้ว จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าวก่อนฟ้องคดีนี้แม้โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยากัน แต่การจัดการแบ่งทรัพย์สินของสามีภริยาในกรณีที่มีการฟ้องหย่าและขอแบ่งสินสมรสในคดีเดียวกันนั้น ป.พ.พ. มาตรา 1532 (ข) บัญญัติว่า "ถ้าเป็นการหย่าโดยคำพิพากษาของศาล ส่วนที่บังคับทรัพย์สินระหว่างสามีภริยานั้น มีผลย้อนหลังไปถึงวันฟ้องหย่า" เมื่อเงินบำนาญของจำเลยที่ 1 เป็นทรัพย์สินที่ได้มาภายหลังวันฟ้อง โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอแบ่งเงินบำนาญดังกล่าวได้ แต่อย่างไรก็ดี เงินบำนาญของจำเลยที่ 1 นั้น โจทก์จะมีสิทธิหรือไม่ อย่างไร ต้องไปว่ากล่าวเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

จำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้งโดยมิได้บรรยายและมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาแสดงว่า หนี้เกี่ยวกับที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและสิทธิการเช่าซื้อรถยนต์ดังกล่าวเป็นหนี้ร่วมที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 จะต้องร่วมกันรับผิดคนละกึ่งหนึ่ง หรือขอให้แบ่งที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและสิทธิการเช่าซื้อรถยนต์คันดังกล่าวอันเป็นสินสมรสโดยหักใช้หนี้เงินดังกล่าวก่อน รวมทั้งจำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้งโดยมิได้บรรยายและมีคำขอให้โจทก์ชดใช้จากสินสมรสส่วนของตนหรือสินส่วนตัวเนื่องจากโจทก์จำหน่ายกองทุนดังกล่าวไปเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว จึงเป็นเรื่องนอกฟ้องแย้ง และเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบ พ.ร.บ. ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

 

อ้างอิง https://deka.supremecourt.or.th

อ่านต่อ
หญิงชู้ไม่ทราบว่าฝ่ายชายมีภริยาอยู่แล้ว เป็นการละเมิดสิทธิภริยาและต้องรับผิดชำระค่าทดแทนหรือไม่ ?

คำพิพากษาฎีกาที่ 748/2568
ภริยาจะฟ้องเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่มีความสัมพันธ์กับสามีของตนในทำนองชู้สาว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง หญิงนั้นต้องได้แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาวและทราบว่าชายนั้นมีภริยาแล้วแต่ยังจงใจละเมิดสิทธิภริยา เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ทราบว่าจำเลยที่ 1 มีภริยาแล้วจำเลยที่ 2 จึงมิได้จงใจละเมิดสิทธิของโจทก์ ผู้เป็นภริยาจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดชำระค่าทดแทนให้แก่โจทก์ตามมาตรา 1523 วรรคสอง

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้เป็นยกฟ้องจำเลย ที่ 2 มีผลเท่ากับพิพากษากลับในส่วนจำเลยที่ 2 มีผลทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนจำเลยที่ 2 ถูกเพิกถอนไปทั้งหมด ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษชอบที่จะต้องสั่งค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนจำเลยที่ 2 ในศาลชั้นต้นใหม่

อ่านต่อ
ศาลยังไม่มีคำสั่งแต่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้อนุบาล ผู้ร้องจะยื่นคำร้องขอทำนิติกรรมแทนคนไร้ความสามารถได้หรือไม่

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4017/2566

ที่ผู้ร้องอ้างว่าจะต้องใช้สิทธิทางศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6 เพื่อจัดการทรัพย์สินของคนไร้ความสามารถนั้นที่จะยื่นคำร้องขอได้ เมื่อปรากฏว่าในขณะผู้ร้องยื่นคำร้องขอ ศาลยังไม่มีคำสั่งว่า ม. เป็นคนไร้ความสามารถ และมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้อนุบาลของ ม. ผู้ร้องซึ่งยังไม่อยู่ในฐานะผู้อนุบาล จึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องทำนิติกรรมแทน ม. ได้

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำพิพากษาให้ยกคำร้องขอในส่วนที่ผู้ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องทำนิติกรรมแทนนางมาลีนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่านางมาลีเป็นคนไร้ความสามารถและให้อยู่ในความอนุบาลของผู้ร้องพร้อมกับขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องทำนิติกรรมแทนนางมาลีมาด้วยนั้น ในส่วนที่ผู้ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องทำนิติกรรมแทนนางมาลีโดยอ้างว่านางมาลีไม่สามารถจัดการทรัพย์สินและทำนิติกรรมใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของตนเองได้ ผู้ร้องจึงมีความจำเป็นต้องจัดการทรัพย์สินดังกล่าวของนางมาลีเพื่อนำเงินที่ได้มาเป็นค่าใช้จ่ายและค่ารักษาพยาบาลนางมาลีต่อไป ซึ่งเป็นกรณีที่ผู้ร้องอ้างว่าจะต้องใช้สิทธิทางศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6 เพื่อจัดการทรัพย์สินของคนไร้ความสามารถ แต่การใช้สิทธิทางศาลในกรณีดังกล่าวเป็นอำนาจของบุคคลที่มีฐานะเป็นผู้อนุบาลเท่านั้นที่จะยื่นคำร้องขอได้ ทั้งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 28 บัญญัติว่า บุคคลวิกลจริตผู้ใด ถ้าคู่สมรสก็ดี ผู้บุพการีกล่าวคือ บิดา มารดา ปู่ย่า ตายาย ทวดก็ดี ผู้สืบสันดานกล่าวคือ ลูก หลาน เหลน ลื่อก็ดี ผู้ปกครองหรือผู้พิทักษ์ก็ดี ผู้ซึ่งปกครองดูแลบุคคลนั้นอยู่ก็ดี หรือพนักงานอัยการก็ดี ร้องขอต่อศาลให้สั่งให้บุคคลวิกลจริตผู้นั้นเป็นคนไร้ความสามารถ ศาลจะสั่งให้บุคคลวิกลจริตผู้นั้นเป็นคนไร้ความสามารถก็ได้ บุคคลซึ่งศาลได้สั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถตามวรรคหนึ่ง ต้องจัดให้อยู่ในความอนุบาล การแต่งตั้งผู้อนุบาล อำนาจหน้าที่ของผู้อนุบาล และการสิ้นสุดของความเป็นผู้อนุบาลให้เป็นไปตามบทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายนี้ คำสั่งของศาลตามมาตรานี้ ให้ประกาศเป็นราชกิจจานุเบกษา เมื่อในขณะผู้ร้องยื่นคำร้องขอ ศาลยังไม่มีคำสั่งว่านางมาลีเป็นคนไร้ความสามารถ และมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้อนุบาลของนางมาลี รวมถึงยังไม่มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาในส่วนที่มีคำสั่งว่านางมาลีเป็นคนไร้ความสามารถ เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสามารถในการจัดการทรัพย์สินและสถานะของคนไร้ความสามารถและสิทธิในการดำเนินการแทนในนามของผู้อนุบาลในการทำนิติกรรมของคนไร้ความสามารถ ผู้อนุบาลจะมีอำนาจหน้าที่เมื่อศาลสั่งให้บุคคลวิกลจริตผู้นั้นเป็นคนไร้ความสามารถและแต่งตั้งผู้อนุบาลแล้ว ผู้ร้องซึ่งยังไม่อยู่ในฐานะผู้อนุบาลจึงยังไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องทำนิติกรรมแทนนางมาลีได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ผู้ร้องมิได้อุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182 ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำพิพากษาให้ยกคำร้องขอในส่วนนี้มานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

 

อ้างอิงจาก https://deka.supremecourt.or.th/search