เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานบริษัท ก. ของโจทก์ นั้น ได้ความว่า โจทก์สมัครเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและยังคงเป็นสมาชิกอยู่จนถึงปัจจุบัน โดยการเป็นสมาชิกดังกล่าวโจทก์ส่งเงินสะสมจากเงินเดือนของโจทก์ และโจทก์ยังได้รับเงินสมทบจากนายจ้างรวมทั้งผลประโยชน์ของเงินดังกล่าวในแต่ละเดือน ซึ่งไม่ใช่ความคาดหวังหรือความคาดหมายจะได้ทรัพย์สิน แต่เป็นสิทธิของโจทก์ที่มีอยู่แล้ว เมื่อสิทธิดังกล่าวมีอยู่ระหว่างที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ยังคงเป็นสามีภริยากันอยู่ จึงเป็นสินสมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474 (1) จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งจากสินสมรสดังกล่าวเมื่อโจทก์สิ้นสมาชิกภาพกองทุนสำรองเลี้ยงชีพดังกล่าวกึ่งหนึ่งแต่จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งสินสมรสดังกล่าวมีผลย้อนหลังไปนับแต่วันจดทะเบียนสมรสจนถึงวันฟ้องหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1532 (ข) และ 1533 ส่วนเงินสะสม เงินสมทบ และผลโยชน์ของเงินดังกล่าวที่เกิดขึ้นหลังวันฟ้อง จำเลยที่ 1 จะมีสิทธิขอแบ่งหรือไม่ อย่างไร เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ต้องไปว่ากล่าวเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
เงินกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ของจำเลยที่ 1 นั้น ได้ความว่า จำเลยที่ 1 เป็นข้าราชการและเป็นสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ โดยการเป็นสมาชิกดังกล่าวจำเลยที่ 1 ส่งเงินสะสมจากเงินเดือนของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ยังได้รับเงินสมทบ รวมทั้งผลประโยชน์ของเงินดังกล่าวในแต่ละเดือน ซึ่งไม่ใช่ความคาดหวังหรือความคาดหมายจะได้ทรัพย์สิน แต่เป็นสิทธิของจำเลยที่ 1 ที่มีอยู่แล้ว เมื่อสิทธิดังกล่าวมีอยู่ระหว่างที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ยังคงเป็นสามีภริยากันอยู่ จึงเป็นสินสมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474 (1) ส่วนเงินอื่นที่จำเลยที่ 1 จะพึ่งได้รับก็ต่อเมื่อพ้นจากสมาชิกภาพของกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการดังกล่าว ดังนั้น ในขณะฟ้องหย่าสิทธิที่จะได้รับเงินดังกล่าวยังไม่เกิดขึ้นและไม่แน่นอนว่าจำเลยที่ 1 จะมีสิทธิได้รับหรือไม่ อย่างไร จึงยังฟังไม่ได้ว่าเป็นสินสมรส โจทก์จึงมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งจากเงินในส่วนเงินสะสม เงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินดังกล่าวที่เป็นสินสมรสดังกล่าวกึ่งหนึ่งมีผลย้อนหลังไปนับแต่วันจดทะเบียนสมรสเป็นต้นไปจนถึงวันฟ้องหย่า ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1532 (ข) และ 1533 ส่วนเงินอื่นที่เกิดขึ้นหลังวันฟ้อง โจทก์จะมีสิทธิขอแบ่งหรือไม่อย่างไร เป็นเรื่องที่โจทก์ต้องไปว่ากล่าวเป็นอีกส่วนหนึ่ง
เงินบำนาญของจำเลยที่ 1 นั้น จำเลยที่ 1 ได้รับเมื่อเกษียณอายุราชการ เป็นการได้รับมาภายหลังจากฟ้องคดีนี้แล้ว จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าวก่อนฟ้องคดีนี้แม้โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยากัน แต่การจัดการแบ่งทรัพย์สินของสามีภริยาในกรณีที่มีการฟ้องหย่าและขอแบ่งสินสมรสในคดีเดียวกันนั้น ป.พ.พ. มาตรา 1532 (ข) บัญญัติว่า "ถ้าเป็นการหย่าโดยคำพิพากษาของศาล ส่วนที่บังคับทรัพย์สินระหว่างสามีภริยานั้น มีผลย้อนหลังไปถึงวันฟ้องหย่า" เมื่อเงินบำนาญของจำเลยที่ 1 เป็นทรัพย์สินที่ได้มาภายหลังวันฟ้อง โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอแบ่งเงินบำนาญดังกล่าวได้ แต่อย่างไรก็ดี เงินบำนาญของจำเลยที่ 1 นั้น โจทก์จะมีสิทธิหรือไม่ อย่างไร ต้องไปว่ากล่าวเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
จำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้งโดยมิได้บรรยายและมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาแสดงว่า หนี้เกี่ยวกับที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและสิทธิการเช่าซื้อรถยนต์ดังกล่าวเป็นหนี้ร่วมที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 จะต้องร่วมกันรับผิดคนละกึ่งหนึ่ง หรือขอให้แบ่งที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและสิทธิการเช่าซื้อรถยนต์คันดังกล่าวอันเป็นสินสมรสโดยหักใช้หนี้เงินดังกล่าวก่อน รวมทั้งจำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้งโดยมิได้บรรยายและมีคำขอให้โจทก์ชดใช้จากสินสมรสส่วนของตนหรือสินส่วนตัวเนื่องจากโจทก์จำหน่ายกองทุนดังกล่าวไปเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว จึงเป็นเรื่องนอกฟ้องแย้ง และเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบ พ.ร.บ. ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
อ้างอิง https://deka.supremecourt.or.th
