ปรึกษาทนายจิม
085-939-3392

Line ID: @tanaijim

บทความ

อ่านต่อ
หนังสือบอกกล่าวทวงถาม (Notice) คืออะไร ??

หนังสือบอกกล่าวทวงถาม (์Notice) คืออะไรและมีความสำคัญอย่างไร ?

หลายๆ ท่านคงยังไม่เคยได้รับหนังสือบอกกล่าวทวงถามหรือที่คนทั่วไปเรียกกันจนติดปากว่า “โนติส” มาก่อนในชีวิต หรืออาจจะมีบางท่านเคยได้รับหนังสือบอกกล่าวกันมาบ้างแล้ว แต่ไม่รู้ว่ามีความสำคัญอย่างไร มีกระบวนการทางกฎหมายใดแอบแฝงอยู่ในหนังสือดังกล่าวหรือไม่ ?

หนังสือบอกกล่าวทวงถาม คือ เอกสารที่เจ้าหนี้หรือบุคคลผู้ที่จะใช้สิทธิทางกฎหมายส่งไปถึงลูกหนี้ หรือคู่กรณีเพื่อแจ้งว่า

มีนิติสัมพันธ์ (สัญญา/หนี้) ระหว่างกันอย่างไร

อีกฝ่ายผิดนัด ผิดสัญญา หรือกระทำการใดที่เป็นปัญหาอย่างไร

ต้องการให้อีกฝ่ายทำอะไร ภายในเวลาเท่าใด

หากไม่ปฏิบัติตาม จะดำเนินการทางกฎหมายต่อไป

การส่งหนังสือบอกกล่าวจึงเปรียบเสมือนการให้โอกาสครั้งสุดท้าย ของลูกหนี้หรือคู่กรณี ก่อนที่เจ้าหนี้หรือผู้ใช้สิทธิทางกฎหมายจะนำคดีขึ้นสู่ศาล

หนังสือบอกกล่าวทวงถามต้องส่งให้อีกฝ่ายหนึ่งทุกครั้งก่อนฟ้องคดีหรือไม่ ?

ไม่จำเป็นเสมอไปครับ หลักการทั่วไปคือ การฟ้องคดีไม่จำเป็นต้องมีหนังสือบอกกล่าวก่อน เว้นแต่กรณีที่กฎหมายกำหนดไว้โดยเฉพาะว่าต้องบอกกล่าวก่อนจึงจะฟ้องได้ เช่น การฟ้องผู้ค้ำประกัน หรือกรณีหนี้ที่ไม่มีกำหนดเวลาชำระไว้ตามวันแห่งปฏิทิน แต่ในทางปฏิบัติ ทนายความมักแนะนำให้ส่งหนังสือบอกกล่าวทวงถามก่อนฟ้องเสมอ เนื่องจากมีประโยชน์มากมาย เช่น 

- ทำให้เจรจาจบกันได้โดยทำให้ทั้งสองฝ่ายไม่จำเป็นต้องขึ้นสู่ศาล

- แจ้งให้อีกฝ่ายรู้ว่าตนมีหน้าที่อะไร เช่น ต้องชำระหนี้เท่าไหร่ มีเบี้ยปรับหรือไม่ และมีดอกเบี้ยยังไง

- แจ้งให้อีกฝ่ายรับรู้ถึงความเสียหายที่เกิดขึ้น

- เป็นมูลฐานความผิดโกงเจ้าหนี้ (ในกรณีลูกหนี้ได้ดำเนินการโอนย้ายถ่ายเททรัพย์สินเพื่อให้เจ้าหนี้ไม่ได้รับชำระหนี้)

 

หากท่านใดต้องการสอบถามเพิ่มเติม หรือต้องการให้ทนายจัดทำหนังสือบอกกล่าวทวงถาม สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ Line ID : @tanaijim ได้เลยครับ

อ่านต่อ
มีแค่สำเนาสัญญาเช่า สามารถฟ้องคดีได้หรือไม่

สัญญาเช่ามีแค่สำเนา ต้นฉบับสูญหายสามารถบอกเลิกสัญญาเช่า เรียกค่าเช่าที่ค้างและค่าเสียหายจากการผิดสัญญาเช่าและฟ้องขับไล่ได้หรือไม่ ??

          ในการฟ้องคดีขับไล่ผู้เช่าและเรียกค่าเช่าที่ค้างชำระจากการผิดสัญญาเช่า ปัญหาที่ทนายความและคู่ความมักเจอคือ ต้นฉบับสัญญาเช่าสูญหายเหลือเพียงสำเนา คำถามที่ตามมาคือ ยังสามารถฟ้องคดีได้หรือไม่ และเมื่อนำสำเนามาสืบในชั้นพิจารณาศาลจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้มากน้อยเพียงใด

          หลักทั่วไป การอ้างเอกสารเป็นพยานหลักฐานให้ยอมรับฟังได้เฉพาะต้นฉบับเอกสารเท่านั้นแต่ก็มีข้อยกเว้น อยู่ในมาตรา 92, 125 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ที่จะสามารถนำสำเนามาสืบแทนต้นฉบับได้

          การไม่มีต้นฉบับเอกสารไม่ใช่เหตุที่ทำให้ฟ้องคดีไม่ได้ เพราะการฟ้องคดีเป็นเรื่องของการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงและสิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย ส่วนเรื่องเอกสารหลักฐานเป็นเรื่องของการนำสืบในชั้นพิจารณา ดังนั้นแม้ต้นฉบับสัญญาเช่าสูญหาย โจทก์ก็ยังฟ้องคดีขับไล่และเรียกค่าเช่าที่ค้างได้ตามปกติ เพียงแต่ต้องเตรียมการเรื่องการนำสืบด้วยสำเนาให้รัดกุม

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติว่า

          มาตรา 1336  ภายในบังคับแห่งกฎหมาย เจ้าของทรัพย์สินมีสิทธิใช้สอยและจำหน่ายทรัพย์สินของตนและได้ซึ่งดอกผลแห่งทรัพย์สินนั้น กับทั้งมีสิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ และมีสิทธิขัดขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินนั้นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งบัญญัติว่า

          มาตรา 93  การอ้างเอกสารเป็นพยานหลักฐานให้ยอมรับฟังได้เฉพาะต้นฉบับเอกสารเท่านั้น เว้นแต่

          (1) เมื่อคู่ความที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายตกลงกันว่าสำเนาเอกสารนั้นถูกต้องแล้วให้ศาลยอมรับฟังสำเนาเช่นว่านั้นเป็นพยานหลักฐาน

          (2) ถ้าต้นฉบับเอกสารนำมาไม่ได้ เพราะถูกทำลายโดยเหตุสุดวิสัย หรือสูญหาย หรือไม่สามารถนำมาได้โดยประการอื่น อันมิใช่เกิดจากพฤติการณ์ที่ผู้อ้างต้องรับผิดชอบ หรือเมื่อศาลเห็นว่าเป็นกรณีจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่จะต้องสืบสำเนาเอกสารหรือพยานบุคคลแทนต้นฉบับเอกสารที่นำมาไม่ได้นั้น ศาลจะอนุญาตให้นำสำเนาหรือพยานบุคคลมาสืบก็ได้

          (3) ต้นฉบับเอกสารที่อยู่ในความอารักขาหรือในความควบคุมของทางราชการนั้นจะนำมาแสดงได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากทางราชการที่เกี่ยวข้องเสียก่อน อนึ่ง สำเนาเอกสารซึ่งผู้มีอำนาจหน้าที่ได้รับรองว่าถูกต้องแล้ว ให้ถือว่าเป็นอันเพียงพอในการที่จะนำมาแสดง เว้นแต่ศาลจะได้กำหนดเป็นอย่างอื่น

          (4) เมื่อคู่ความฝ่ายที่ถูกคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งอ้างอิงเอกสารมาเป็นพยานหลักฐานยันตนมิได้คัดค้านการนำเอกสารนั้นมาสืบตามมาตรา 125 ให้ศาลรับฟังสำเนาเอกสารเช่นว่านั้นเป็นพยานหลักฐานได้ แต่ทั้งนี้ไม่ตัดอำนาจศาลตามมาตรา 125 วรรคสาม

          มาตรา 125  คู่ความฝ่ายที่ถูกอีกฝ่ายหนึ่งอ้างอิงเอกสารมาเป็นพยานหลักฐานยันตนอาจคัดค้านการนำเอกสารนั้นมาสืบโดยเหตุที่ว่าไม่มีต้นฉบับหรือต้นฉบับนั้นปลอมทั้งฉบับหรือบางส่วน หรือสำเนานั้นไม่ถูกต้องกับต้นฉบับ โดยคัดค้านต่อศาลก่อนการสืบพยานเอกสารนั้นเสร็จ

          ถ้าคู่ความซึ่งประสงค์จะคัดค้านมีเหตุผลอันสมควรที่ไม่อาจทราบได้ก่อนการสืบพยานเอกสารนั้นเสร็จว่าต้นฉบับเอกสารนั้นไม่มี หรือเอกสารนั้นปลอม หรือสำเนาไม่ถูกต้อง คู่ความนั้นอาจยื่นคำร้องขออนุญาตคัดค้านการอ้างเอกสารมาสืบดังกล่าวข้างต้นต่อศาล ไม่ว่าเวลาใดก่อนศาลพิพากษา ถ้าศาลเห็นว่าคู่ความนั้นไม่อาจยกข้อคัดค้านได้ก่อนนั้น และคำขอนั้นมีเหตุผลฟังได้ ก็ให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตตามคำขอ

          ถ้าคู่ความซึ่งประสงค์จะคัดค้านไม่คัดค้านการอ้างเอกสารเสียก่อนการสืบพยานเอกสารนั้นเสร็จ หรือศาลไม่อนุญาตให้คัดค้านภายหลังนั้น ห้ามมิให้คู่ความนั้นคัดค้านการมีอยู่ และความแท้จริงของเอกสารนั้น หรือความถูกต้องแห่งสำเนาเอกสารนั้น แต่ทั้งนี้ ไม่ตัดอำนาจของศาลในอันที่จะไต่สวนและชี้ขาดในเรื่องการมีอยู่ ความแท้จริง หรือความถูกต้องเช่นว่านั้น ในเมื่อศาลเห็นสมควร และไม่ตัดสิทธิของคู่ความนั้นที่จะอ้างว่าสัญญาหรือหนี้ที่ระบุไว้ในเอกสารนั้นไม่สมบูรณ์หรือคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตีความหมายผิด

คำพิพากษาฎีกาที่ 847/2568  ศาลรับฟังสำเนาได้เมื่อจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม

คำพิพากษาฎีกาที่ 5375/2561  ไม่คัดค้านตามมาตรา 125 ป.วิ.พ. ถือว่ายอมรับสำเนา

คำพิพากษาฎีกาที่ 5037/2565  ป.รัษฎากร มาตรา 118 ไม่ได้ระบุให้ปิดอากรแสตมป์ที่สำเนาเอกสาร

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม แอดไลน์ @tanaijim ได้เลยครับ

อ่านต่อ
ทนายความรับรองเอกสาร

ให้บริการทนายรับรองเอกสาร

ทนายความที่สามารถรับรองเอกสารและลายมือชื่อ ต้องเป็นทนายความที่ผ่านการอบรมหลักสูตร "ทนายความผู้ทำคำรับรองลายมือชื่อและเอกสาร" และขึ้นทะเบียนจากสภาทนายความ เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Notarial Services Attorney เท่านั้น 

หน้าที่ของทนายความรับรองเอกสารและลายมือชื่อ มีขอบเขตงานดังนี้:

  • รับรองลายมือชื่อ (Signature Verification): ยืนยันว่าบุคคลนั้นได้มาลงลายมือชื่อต่อหน้าทนายความจริง โดยมีการตรวจสอบบัตรประชาชนหรือพาสปอร์ตประกอบ

  • รับรองสำเนาเอกสาร (Certified True Copy): รับรองว่าสำเนาเอกสารนั้นถูกต้องตรงกับต้นฉบับจริง

  • รับรองความแท้จริงของเอกสาร (Certified True Copy): เช่น รับรองการทำหนังสือมอบอำนาจ (รับรองว่ามีการมอบอำนาจกันจริง หรือทำขึ้นจริง หรือเป็นบุคคลที่มอบอำนาจจริง)

  • รับรองคำแปล (Translation Certification): รับรองว่าข้อความที่แปลจากภาษาหนึ่งไปอีกภาษาหนึ่งมีความถูกต้องตามเนื้อหาเดิม

ทำไมต้องใช้ทนายความรับรอง?

ส่วนใหญ่จำเป็นต้องใช้เมื่อคุณต้องส่งเอกสารไปทำธุรกรรมใน ต่างประเทศ เช่น:

  1. การขอวีซ่าหรือเรียนต่อต่างประเทศ

  2. การเปิดบัญชีธนาคารในต่างแดน

  3. รับรองความมีอยู่จริงของบริษัท
  4. การมอบอำนาจ (Power of Attorney) ให้ผู้อื่นไปดำเนินการแทนในต่างประเทศ

ข้อควรระวัง !!!  ไม่ใช่ทนายความทุกคนที่มีอำนาจในการรับรองเอกสาร และลายมือชื่อ แนะนำให้ตรวจสอบหนังสือรับรองการขึ้นทะเบียนทนายความผู้ทำคำรับรองลายมือชื่อและเอกสาร ก่อนให้รับรองเอกสารทุกครั้ง

สามารถสอบถามรายละเอียดหรือค่าบริการเพิ่มเติมได้ที่ ไลน์ @tanaijim ครับ

อ่านต่อ
พินัยกรรมมีกี่แบบ??

⚖️ แบบของพินัยกรรม ⚖️

"พินัยกรรม"ต้องทำตามแบบที่กฎหมายกำหนดไว้ (มาตรา 1655 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์)

มี 5 แบบ ดังนี้

1. พินัยกรรมแบบธรรมดา (มาตรา 1656)

เป็นแบบพินัยกรรมที่คนส่วนใหญ่เลือกทำ เนื่องจากสามารถจัดพิมพ์ได้ จึงสะดวกในการจัดทำ

• วิธีทำ: จะเขียนหรือพิมพ์ก็ได้

• เงื่อนไขสำคัญ: ต้องมีพยานอย่างน้อย 2 คน ลงลายมือชื่อพร้อมกันเพื่อรับรองลายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรม

• ข้อควรระวัง: พยานที่เซ็นรับรองต้องไม่เป็นผู้รับมรดก หรือคู่สมรสของผู้รับมรดกตามพินัยกรรมนั้น

พินัยกรรมแบบนี้สามารถว่าจ้างทนายร่างให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของผู้ทำพินัยกรรมก่อน แล้วจึงนำไปลงลายมือชื่อผู้ทำพินัยกรรม และพยานได้เอง หรือลูกความท่านใดประสงค์จะทำพินัยกรรมต่อหน้าทนายและเป็นพยานลงลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อผู้ทำพินัยกรรมด้วยก็ได้

2. พินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ (มาตรา 1657)

เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความเป็นส่วนตัวและประหยัดค่าใช้จ่าย

• วิธีทำ: ต้องเขียนด้วย "ลายมือตนเอง" ทั้งฉบับ

• เงื่อนไขสำคัญ: ต้องลงวัน เดือน ปี ที่ทำพินัยกรรม และลงลายมือชื่อผู้ทำพินัยกรรมด้วย

• ข้อดี: ไม่ต้องมีพยาน ก็มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย

• ข้อควรระวัง: หากแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความ ผู้ทำพินัยกรรมต้องทำด้วยตัวเองและลงลายมือชื่อกำกับไว้

3. พินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง (มาตรา 1658)

เป็นแบบที่มีความน่าเชื่อถือสูงที่สุดและคัดค้านได้ยากที่สุด เพราะต้องกระทำต่อหน้าเจ้าหน้าที่รัฐ

• วิธีทำ: ต้องไปแจ้งความประสงค์ที่ ที่ว่าการอำเภอหรือสำนักงานเขต พร้อมนำพยานไปด้วย

• เงื่อนไขสำคัญ: เจ้าหน้าที่ (ผู้อำนวยการเขต/นายอำเภอ) จะเป็นผู้บันทึกข้อความให้ตามคำกล่าวของผู้ทำพินัยกรรม ต่อหน้าพยานอย่างน้อย 2 คน

• ข้อดี: เอกสารจะถูกเก็บรักษาไว้ที่เขต/อำเภอ ป้องกันการสูญหายหรือถูกทำลาย

• ข้อควรระวัง: หากแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความ ผู้ทำพินัยกรรม พยาน และเจ้าหน้าที่ต้องลงลายมือชื่อกำกับไว้

4. พินัยกรรมแบบเอกสารลับ (มาตรา 1660)

สำหรับผู้ที่ต้องการปิดเนื้อหาเป็นความลับไปจนกว่าจะเสียชีวิต

• วิธีทำ: ผู้ทำพินัยกรรมเขียนหรือพิมพ์เองแล้วใส่ซองปิดผนึก แล้วลงลายมือชื่อคาบรอยผนึก

• เงื่อนไขสำคัญ: นำซองที่ปิดผนึกไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่ ณ ที่ว่าการอำเภอ/สำนักงานเขต พร้อมพยาน 2 คน เพื่อให้เจ้าหน้าที่บันทึกถ้อยคำและประทับตราที่หน้าซอง

• ข้อควรระวัง: หากแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความ ผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อกำกับไว้ แต่หากปิดผนึกแล้ว ไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ ต้องทำพินัยกรรมฉบับใหม่แทนฉบับเดิม

5. พินัยกรรมแบบทำด้วยวาจา (มาตรา 1663)

ใช้ได้เฉพาะใน พฤติการณ์พิเศษ หรือสถานการณ์ฉุกเฉินเท่านั้น

• เช่น ตกอยู่ในอันตรายใกล้ความตาย, อยู่ในภาวะสงคราม หรือเกิดโรคระบาดร้ายแรง จนไม่สามารถทำแบบอื่นได้

• เงื่อนไขสำคัญ: ต้องบอกเจตนาต่อหน้าพยานอย่างน้อย 2 คนพร้อมกัน และพยานต้องรีบไปแจ้งต่อนายอำเภอ/ผู้อำนวยการเขตโดยเร็ว

อ่านต่อ
เจ้ามรดกมีทายาทเพียงคนเดียว แต่ทายาทเป็นคนไร้ความสามารถ จะจัดการมรดกอย่างไร ?

กรณีที่เจ้ามรดก หรือผู้ตาย มีทายาทเพียงคนเดียว แต่ทายาทที่มีสิทธิรับมรดกนั้นเป็นคนไร้ความสามารถ กรณีเช่นนี้ใครจะมีสิทธิยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก ?

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 กำหนดไว้ว่า ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงานอัยการ จะร้องต่อศาลขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกก็ได้ ในกรณีดั่งต่อไปนี้

(1) เมื่อเจ้ามรดกตาย ทายาทโดยธรรมหรือผู้รับพินัยกรรม ได้สูญหายไป หรืออยู่นอกราชอาณาเขต หรือเป็นผู้เยาว์

(2) เมื่อผู้จัดการมรดกหรือทายาทไม่สามารถ หรือไม่เต็มใจที่จะจัดการ หรือมีเหตุขัดข้องในการจัดการ หรือในการแบ่งปันมรดก

(3) เมื่อข้อกำหนดพินัยกรรมซึ่งตั้งผู้จัดการมรดกไว้ไม่มีผลบังคับได้ด้วยประการใดๆ

ซึ่งทายาทนัั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 ได้กำหนดไว้ดังนี้

มาตรา 1629  ทายาทโดยธรรมมีหกลำดับเท่านั้น และภายใต้บังคับแห่งมาตรา ๑๖๓๐ วรรค ๒ แต่ละลำดับมีสิทธิได้รับมรดกก่อนหลังดังต่อไปนี้ คือ
(1) ผู้สืบสันดาน
(2) บิดามารดา
(3) พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน
(4) พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน
(5) ปู่ ย่า ตา ยาย
(6) ลุง ป้า น้า อา

 

คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นก็เป็นทายาทโดยธรรม ภายใต้บังคับของบทบัญญัติพิเศษแห่งมาตรา 1635

หากผู้ตายมีทายาทเหลือเพียงคนเดียว ไม่ว่าจะเป็นทายาทลำดับใดก็ตาม และทายาทคนนั้นเป็นคนไร้ความสามารถตามคำสั่งศาล

ผู้อนุบาลของทายาท ซึ่งเป็นคนไร้ความสามารถคนนั้น เป็นผู้มีสิทธิยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกได้ ในฐานะที่เป็นผู้อนุบาลของทายาท ซึ่งเป็นคนไร้ความสามารถ มิใช่ยื่นคำร้องในนามของตนเอง

ทนายขอยกตัวอย่างให้เห็นชัดเจนขึ้น ดังนี้

นาย ก. เป็นเจ้ามรดก มีทายาทที่มีสิทธิได้รับมรดกเพียงคนเดียว คือ นาย ข. ซึ่งนาย ข. เป็นบุตรของนาย ก. เพียงคนเดียวที่ยังมีชีวิตอยู่
แต่นาย ข. มีอาการป่วย ไม่มีสติสัมปะชัญญะในการทำนิติกรรมหรือใช้ชีวิตประจำวัน นาง ค. ภริยาจดทะเบียนสมรสของ นาย ข. จึงยื่นคำร้องต่อศาล ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ นาย ข. เป็นคนไร้ความสามารถและอยู่ในความอนุบาลของ นาง ค. 
นาง ค. จึงยื่นคำร้องต่อศาลในฐานะที่ นาง ค. เป็นผู้อนุบาล นาย ข. ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ นาง ค. ในฐานะผู้อนุบาลของ นาย ข. ทายาท เป็นผู้จัดการมรดกของนาย ก. 

และทนายขอยกตัวอย่างตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1403/2538

นาย พ. คนไร้ความสามารถ โดย นาง ว. ผู้อนุบาล    เป็นผู้ร้อง

การที่ศาลมีคำสั่งตั้ง ย. และผู้ร้องเป็นผู้อนุบาลของ พ.คนไร้ความสามารถนั้นเมื่อต่อมา ย. ถูกศาลพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายย่อมเป็นเหตุทำให้การเป็นผู้อนุบาลสิ้นสุดลง ย.ไม่เป็นผู้อนุบาลอีกต่อไปผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขอในฐานะผู้อนุบาลของ พ. ได้โดยลำพังคนเดียว ผู้จัดการมรดกถูกศาลพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายย่อมขาดคุณสมบัติการเป็นผู้จัดการมรดกทำให้กองมรดกของผู้ตายไม่มีผู้จัดการ เมื่อการจัดการแบ่งมรดกยังมีข้อขัดข้อง ผู้ร้องในฐานะผู้อนุบาลของพ. คนไร้ความสามารถซึ่งเป็นบุตรของผู้ตายจึงมีสิทธิขอให้ตั้งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายได้

(อ้างอิงจาก https://deka.supremecourt.or.th/printing/deka)

ดังนั้น  กรณีที่เจ้ามรดกหรือผู้ตาย มีทายาทเพียงคนเดียว แต่ทายาทที่มีสิทธิรับมรดกนั้นเป็นคนไร้ความสามารถ กรณีเช่นนี้ ผู้อนุบาลของทายาทซึ่งเป็นคนไร้ความสามารถ มีสิทธิยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกได้

 

สอบถามเพิ่มเติมได้โดย แอดไลน์ @tanaijim ได้เลยครับ หรือสแกนคิวอาร์โค้ดไลน์ทนายในเว็บไซต์หรือรูปภาพได้เลยครับ

อ่านต่อ
การฟ้องเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่ของนิติบุคคลอาคารชุด

ช่วงนี้มีลูกความสอบถามเข้ามาเกี่ยวกับการฟ้องเพิกถอนมติที่ประชุมนิติบุคคลอาคารชุดกันหลายเคส

โดยปกติต้องฟ้องเพิกถอนมติที่ประชุม ภายใน 1 เดือนนับตั้งแต่วันที่ลงมติ
แต่จะมีกรณียกเว้น เช่น การประชุมและการลงคะแนนตามมติที่ประชุมจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย รายงานการประชุมใหญ่เป็นเท็จ ดังคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4469/2566

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้เข้าร่วมประชุมนิติบุคคลอาคารชุด ส. จัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2559 และวันที่ 14 พฤษภาคม 2559 โดยเจ้าของร่วมจำนวนมากที่มอบฉันทะให้ผู้อื่นเข้าร่วมประชุมออกเสียงลงคะแนนแทนโดยใบมอบฉันทะมิได้ปิดอากรแสตมป์ ผู้รับมอบฉันทะจึงไม่มีสิทธิเข้าร่วมประชุมและออกเสียงแทนได้ นอกจากนี้ลายมือชื่อเจ้าของร่วมที่เข้าร่วมประชุมทั้งสองครั้งตามบัญชีรายชื่อนั้นไม่ปรากฏรายละเอียดว่าเกี่ยวข้องกับการประชุมอย่างไรจึงไม่สามารถใช้จดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินได้ การประชุมและการลงคะแนนตามมติที่ประชุมจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย รายงานการประชุมใหญ่เป็นเท็จ ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการประชุมใหญ่ทั้งสองครั้ง และให้เพิกถอนรายงานการประชุมทั้งสองฉบับ ตามคำร้องดังกล่าวเท่ากับผู้ร้องกล่าวอ้างว่าการประชุมใหญ่สามัญดังกล่าวมีผู้มาประชุมซึ่งมีเสียงลงคะแนนรวมกันน้อยกว่าหนึ่งในสี่ของจำนวนเสียงลงคะแนนทั้งหมดตามพ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 43 แต่พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ. 2522 ไม่มีบทบัญญัติถึงการดำเนินการเกี่ยวกับการประชุมที่ฝ่าฝืนนั้นแต่อย่างใด จึงต้องวินิจฉัยอาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 4 ซึ่งตามคำร้องของผู้ร้องเป็นการกล่าวอ้างว่า การลงมติของคณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดมีเจ้าของร่วมร่วมประชุมไม่ครบองค์ประชุม ไม่มีลักษณะเป็นการประชุมกันจริง เช่นนี้ การประชุมดังกล่าวถือไม่ได้ว่าเป็นการประชุมใหญ่สามัญของเจ้าของร่วมซึ่งเป็นเจ้าของห้องชุดในวันที่ 30 เมษายน 2559 และวันที่ 14 พฤษภาคม 2559 แต่ต้องถือว่าการประชุมใหญ่สามัญของนิติบุคคลอาคารชุดมิได้เกิดขึ้นจริงและไม่มีการประชุมกันจริง คงมีเพียงการลงมติซึ่งนำไปใช้อ้างต่อนายทะเบียนเพื่อใช้ในการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงอันเป็นการมิชอบด้วยกฎหมาย การที่ผู้ร้องขอให้เพิกถอนมติดังกล่าวจึงมิใช่การร้องขอให้เพิกถอนมติของที่ประชุมใหญ่ที่ผิดระเบียบตาม ป.พ.พ. มาตรา 1195 ที่ต้องขอให้เพิกถอนภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันลงมติ เมื่อวินิจฉัยว่า กรณีไม่ใช่เป็นการยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมตามมาตรา 1195 การที่บุคคลใดจะต้องใช้สิทธิทางศาลโดยยื่นคำร้องขอฝ่ายเดียวเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 และมาตรา 188 (1) จะต้องมีกฎหมายบัญญัติรับรองให้ใช้สิทธิทางศาลโดยยื่นคำร้องขอในกรณีนั้น ๆ ได้ แต่กรณีตามคำร้องของผู้ร้องไม่มีกฎหมายใดสนับสนุนรับรองให้ผู้ร้องกระทำเช่นนั้นได้ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องเป็นคดีนี้ หากผู้ร้องถูกโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ประการใด ผู้ร้องชอบที่จะเสนอคดีต่อศาลส่วนแพ่งที่มีเขตอำนาจได้โดยเป็นโจทก์ยื่นฟ้องอย่างคดีมีข้อพิพาทตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7